เรื่องนี้เป็นนิยายที่ผมกลับมาแต่งจากการที่เริ่มมีเวลาว่างอีกครั้ง หลังจากไม่ได้อยู่บ้านนมานานปี ซึ่งนิยายเรื่องนี้เองก็เปิดรับสมัครอยู่ที่ประมูลด้วยนะครับ สนใจก็ไปสมัครกันได้ เอาล่ะๆ ลงเลยดีกว่าเนาะ
บทที่1 โรงเรียนสอนเวทมนตร์ที่ล่มสลาย
ท้องฟ้าสีคราม...แสงแดดอันอบอุ่น...และทุ่งหญ้าเขียวขจี...บรรยากาศของความเป็นธรรมชาติที่หลายๆคนใฝ่ฝันมีผ่านไปให้เห็นเป็นครั้งคราวผ่านทางหน้าต่างของรถไฟที่กำลังวิ่ง คงไม่มีใครคิดว่าบรรยากาศอันแสนสบายและสงบสุขเช่นนี้จะเป็นโลกที่กำลังอยู่ในช่วงของสงคราม...อีกทั้งยังเป็นสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ที่ยืดเยื้อยาวนานโดยไม่มีท่าทีจะสิ้นสุด
กว่าสิบห้าปีมาแล้วในอดีต มนุษย์ เอล์ฟ และดวอร์ฟได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกร่วมกัน เหล่ามนุษย์ที่อ่อนแอแต่ฉลาดได้ปกครองดินแดนอย่างทรงอำนาจ ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่เอาไว้ทั้งหมด ดวอร์ฟเผ่าพันธุ์ผู้แสวงหาผลประโยชน์ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ในการทำการค้าขาย เอล์ฟผู้ละทิ้งในความโลภ ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบอยู่อาณาจักรของพวกเขาในป่าทางเหนือซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์ ทุกอย่างเป็นไปอย่างสงบ จนกระทั่งไม่นานนัก การเริ่มต้นเล็กๆของความมืดที่รุกเข้าสู่ดินแดนก็ได้เริ่มขึ้น
พวกออร์ค ชนเผ่าเล็กๆที่แข็งแกร่งได้ค่อยๆพัฒนาตัวเอง จนมีจำนวนมากขึ้นและมีกำลังมากอย่างไม่อาจประเมินได้ พวกมันบุกเข้าตีอาณาจักรของมนุษย์ได้สำเร็จ และขยายอำนาจของตัวเองขึ้น มนุษย์ผู้อ่อนแอไม่อาจต่อกรการรุกรานของออร์คที่ทรงพลังได้ จึงได้แต่ถอยหนีไปเรื่อยๆ แต่พวกออร์คไม่เคยรู้จักพอ พวกมันรุกขึ้นเหนือล้วงล้ำเข้าสู่พื้นป่าอันอุดมสมบูรณ์ของเอล์ฟ เหล่าเอล์ฟถึงแม้จะเก่งกาจและมีพลังเวทแกร่งกล้า แต่ด้วยจำนวนและพละกำลังที่แตกต่างทำให้ต้องต่อกรกับเหล่าอสูรกายตัวเขียวอย่างยากลำบาก ซึ่งในตอนนั้นเอง มนุษย์ได้เสนอที่จะร่วมมือกับเอล์ฟ ในการขับไล่พวกออร์คออกไป โดยมีข้อแม้เพียงอย่างเดียวนั่นก็คือ เอล์ฟต้องสอนเวทมนตร์ให้กับพวกมนุษย์ เพื่อใช้ในการต่อกรกับออร์ค เหล่าเอล์ฟบางส่วนไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจตกลง มนุษย์นั้นถึงจะอ่อนแอที่สุดในบรรดาเผ่าพันธุ์ทั้งหมดแต่ความสามารถในการเรียนรู้กลับสูงอย่างไม่น่าเชื่อ มนุษย์เรียนรู้เวทมนตร์ได้อย่างรวดเร็ว ได้รับอาวุธและเครื่องป้องกันจากพวกดรอว์ฟและพัฒนาพละกำลังขึ้นมาจากการฝึกฝนและสู้รบ
จนในที่สุดก็สามารถขับไล่พวกออร์คออกไปจากพื้นป่าทางเหนือได้สำเร็จ แต่นั่นก็ยิ่งทำให้ความเคลือบแคลงของเอล์ฟส่วนหนึ่งยิ่งเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมนุษย์สามารถเรียนรู้ศาสตร์แห่งมนตร์ดำ ซึ่งเป็นศาสตร์ต้องห้ามของเหล่าเอล์ฟมาใช้ได้เป็นอย่างดี ทำให้ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าเผ่าพันธุ์ที่มีแต่ความโลภเช่นมนุษย์จะหันคมดาบกลับมาเล่นงานเหล่าเอล์ฟเองหรือไม่ จนกระทั่งในที่สุด ความอดทนของพวกเขาเหล่านั้นก็ขาดสะบั้น เอล์ฟส่วนหนึ่งได้ลุกขึ้นมาต่อต้าน พวกเขาเริ่มร่ำเรียนมนตร์ดำอย่างจริงจังเพื่อต่อกรกับพวกมนุษย์ ทำให้พวกเอล์ฟที่เหลือไม่พอใจจนขับไล่พวกเขาออกจากป่า ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ความแค้นของพวกเขาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว พวกเขายังคงเรียนมนตร์ดำต่อไป จนความมืดเข้าครอบงำพวกเขาจนถอนตัวไม่ขึ้น สีผิวและรูปร่างรวมถึงความสามารถที่ค่อยๆเปลี่ยนไป พวกเขาถือกำเนิดใหม่ในฐานะของดาร์คเอล์ฟ และได้เข้าร่วมกับพวกออร์คเพื่อที่จะกวาดล้างพวกมนุษย์ให้สิ้นซาก
แต่ความเลวร้ายยังไม่สิ้นสุดลงแค่นั้น ความมืดมิด ความเจ็บปวด ความสิ้นหวังและความเคียดแค้นได้เข้าครอบงำเหล่าสิ่งมีชีวิตที่ได้รับผลจากสงคราม พวกมันค่อยๆเปลี่ยนไป พวกมันแข็งแกร่งขึ้น ว่องไวขึ้น ฉลาดขึ้น และเลวร้ายขึ้นกว่าเดิม ซ้ำร้ายพวกมันบางตัวยังพัฒนาไปถึงขั้นใช้พลังเวทได้ พวกมันรวมกลุ่มกัน จนกลายเป็นอีกหนึ่งพลังอำนาจ ที่สามารถสร้างความหวาดหวั่นไปทั่วดินแดนได้ ทั้งสามฝ่ายเปิดสงครามแห่งสายเลือดใส่กันอย่างไม่ใครยอมใครมาจนถึงปัจจุบัน
เมืองวอลเลช เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองป้อมปราการแห่งอาณาจักรของเหล่ามนุษย์ ตั้งอยู่ริมชายแดนซึ่งกั้นอาณาเขตระหว่างเหล่าออคและดาร์คเอล์ฟรวมถึงดินแดนของเหล่าอสูรกายพอดิบพอดี ทำให้ตั้งแต่ในอดีตเมืองนี้ถูกโจมตีนับครั้งไม่ถ้วนดินแดนบริเวณรอบๆได้รับเปลี่ยนมือกันมาหลายต่อหลายฝ่าย แต่ถึงกระนั้นวอลเลชก็ยังคงสามารถทำหน้าที่ของเมืองหน้าด่านสุดแข็งแกร่งเอาไว้ได้เป็นอย่างดี อาจจะเป็นเพราะอาณาเขตของเมืองที่ถูกปกคลุมด้วยกำแพงเวทอันแข็งแกร่งของเหล่าจอมเวทย์ที่มาทำพิธีเอาไว้ หรืออาจจะเป็นเพราะกำแพงเมืองสูงเสียดฟ่าได้รับการออกแบบและก่อสร้างจากเหล่าช่างอัจฉริยะเผ่าดวอร์ฟจนมันแข็งแกร่งยิ่งกว่าหินผาไม่มีช่องว่างแม้แต่จะให้หนูตัวเล็กๆลอดเข้ามา ทำให้เมืองนี้เป็นเมืองหน้าด่านที่ผู้คนพากันมั่นใจว่าปลอดภัยที่สุดมาเป็นเวลากว่าสิบปี จนภายในเมืองมีบรรยากาศคึกคักไม่แพ้เมืองในเขตภายในอื่นๆเลยทีเดียว
เสียงรถไฟขบวนหนึ่งที่กำลังแล่นเข้ามาที่สถานีเมืองวอลเลชส่งเสียงหวูดดังไปทั่ว มันค่อยๆแล่นช้าลงๆและหยุดลงในที่สุด ผู้คนส่วนหนึ่งพากันผลักกันไปที่ประตูและลงไปสู่สถานีรถไฟที่เนืองแน่น หนึ่งในผู้คนที่ลงมาจากรถไฟนั้นมีเด็กหนุ่มวัย20เผ่ามนุษย์อยู่คนหนึ่ง เขามีผมสั้นสีเงินและดวงตาสีแดงราวกับเลือดแต่งตัวด้วยชุดผ้าธรรมดาๆไม่มีอะไรโดดเด่น ใบหน้านิ่งเฉยแต่กลับมีท่าทางลอกแลกเหมือนกำลังตามหาอะไรบางอย่าง เด็กหนุ่มคนนี้มีชื่อว่า อัล หรือชื่อเต็มคือ อัลเฟเดริค เรกเกอร์ เขามาที่เมืองนี้ด้วยเหตุผลที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ นั่นก็เพราะว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา อัลเป็นหนึ่งในไม่กี่คนบนโลกที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นผู้ใช้เวทย์มนตร์หรือจอมเวทย์
เพียงแต่อัลยังไม่สามารถเรียกตัวเองได้ว่าเป็นจอมเวทย์เต็มตัวอย่างแท้จริง นั่นก็เพราะเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเวทย์มนตร์เลยแม้แต่น้อย นอกจากนี้ในสถานที่ที่เขาอยู่ก็ไม่มีใครสามารถให้คำแนะนำเขาได้ มีเพียงพลังเวทย์ที่สถิตอยู่ในร่างกายของเขาอย่างไม่รู้วิธีใช้เท่านั้น จนกระทั่งเขาได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับสถานที่เพียงแห่งเดียวในโลกที่ฝึกสอนผู้ใช้เวทมนตร์ที่เก่งกาจออกมามากมายจนเป็นกำลังหลักในสงคราม สถานที่ซึ่งถูกปกปิดเป็นความลับสุดยอดจนน้อยคนนักที่จะล่วงรู้ นั่นก็คือโรงเรียนสอนเวทมนตร์นั่นเอง
ถึงกระนั้นด้วยความที่มันเป็นเพียงแค่ข่าวลือ ทำให้ไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่ามีโรงเรียนสอนเวทมนตร์อยู่จริง บรรดาจอมเวททั้งหลายต่างก็ปิดปากเงียบ เด็กหนุ่มตามกลิ่นของข่าวลือมาจนถึงเมืองนี้เพราะเป็นเมืองที่มีใครๆต่างพูดว่า ถ้าโรงเรียนสอนเวทมนตร์จะตั้งอยู่ที่ไหนซักแห่ง เมืองนี้ก็มีความเป็นไปได้มากที่สุด
ขณะนี้เป็นเวลาเที่ยงตรง แสงแดดอันร้อนแรงสาดส่องลงมาทั่วเมืองวอลเลชอาคารสีโทนส้มทั้งหลายที่อยู่ในเมืองทำให้บรรยากาศร้อนระอุเป็นเท่าตัว อัลกำลังเดินออกไปตามท้องถนนที่คึกคักไปด้วยผู้คน บ้างก็นั่งรถม้า บ้างก็กำลังแบกข้าวของไปมาซึ่งไม่ต้องสังเกตมากก็สามารถเดาได้ว่าสิ่งของเหล่านั้นเป็นอาวุธทั้งสิ้น
สมเป็นเมืองป้อมปราการจริงๆแฮะ อัลพึมพำขณะหันซ้ายหันขวามองไปรอบๆ ชายล่ำบึกคนหนึ่งกำลังยัดปืนยาวทำจากไม้จำนวนไม่ต่ำกว่าสิบกระบอกลงไปในกระสอบแล้วแบกขึ้นรถ ตลาดค้าอาวุธคึกคักกว่าที่อื่นชัดเลย
อัลยังคงกลุ่มใจอยู่เพราะเขาไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี จะเข้าไปถามคนที่เดินผ่านไปผ่านมานี้ดูไหม หรือว่าจะลองเข้าไปในร้านเหล้าสักแห่งแล้วถามดู ระหว่างที่ความคิดของเขากำลังสับสนและมาถึงทางตันอยู่นั้นเอง มีคนๆหนึ่งเดินผ่านตัวเขาไป และเขาก็จับคำที่บ่นพึมพำได้บางคำ
- -ไม่รู้จะขายกันทำไมเยอะแยะ เจอเวทมนตร์ก็เป็นของเล่นอยู่ดี--
อัลเหลียวไปมองทันที คนพูดเป็นชายหนุ่มร่างสูงสวมชุดคลุมถึงเท้ามีผิวสีออกเหลืองและมีผมดำ ที่สำคัญชายคนนี้มีหูแมวสีเดียวกันอยู่บนหัวนอกจากนี้ยังมีสิ่งที่คล้ายหางโผล่ออกมาจากใต้เสื้อคลุมอีกด้วย เขาสงสัยอยู่ครู่นึงก่อนจะนึกออกว่าคนๆนี้น่าจะเป็นฮาล์ฟครีเจอร์ (ลูกครึ่งระหว่างมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น) ซึ่งเขาเองก็เพิ่งเคยเห็นตัวจริงเป็นครั้งแรก
เวทมนตร์... อัลทวนคำ ราวกับเส้นทางตันอันมืดมนของเขามีแสงสว่างขึ้นมายังไงยังงั้น
อัลรีบกลับตัวแล้วเดินตามชายคนนั้นไปโดยพยายามไม่ให้เขาลับสายตาแต่ก็ต้องไม่ใกล้เกินไป ดูเหมือนว่าฮาล์ฟครีเจอร์คนนี้กำลังรีบร้อนที่จะไปทำอะไรบางอย่าง คงไม่ดีแน่ถ้าอัลจะเข้าไปถามตอนนี้และเขาก็อยากเห็นกับตาว่าชายคนนี้เป็นผู้ใช้เวทมนตร์จริงๆ
ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ใช้เวทมนตร์คนนี้ยังคงเดินไปเรื่อยๆอย่างไม่มีท่าทีว่าจะรู้ตัว อัลเองก็ยังคงสะกดรอยตามต่อไปอย่างไม่ลดละ ทิศทางในการเดินของเขาก็ค่อยๆห่างออกมาจากฝูงชนมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านร้านอาหาร ร้านขาย หอพักต่างๆมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาเดินออกมาถึงเขตชานเมืองที่ไร้ผู้คน มีเพียงกระท่อมหลังหนึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าเล็กๆติดกับกำแพงเมืองขนาดมหึมา
กึก...ชายคนนั้นเดินออกไปอยู่กล่างทุ่งหญ้าแล้วหยุดกึกลงอย่างกะทันหัน อัลเอาตัวแนบกับผนังกระท่อมก่อนจะค่อยๆโผล่หน้าออกไปมอง ซึ่งปรากฏว่าชายคนนั้น...หายไปแล้ว
ตามชั้นมาทำไม เสียงของชายแปลกหน้าดังขึ้นข้างๆตัวอัล เขาตกใจรีบหันหน้ากลับไปแต่ก็ต้องชะงักเพราะคมมีดสีเงินแวบวับและคมกริบกำลังจ่ออยู่ที่คอหอยของเขาอย่างพอดิบพอดี ไม่มีเวลาให้คิดเลยว่าชายคนนี้หายไปได้ยังไงแต่มาโผล่อยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไร สีหน้าของเขาทั้งเยือกเย็นและน่ากลัวบ่งบอกว่าเขาเอาจริง ตอบมาให้สั้นที่สุด เพราะชั้นไม่ว่าง และชั้นก็ไม่อยากเสวนากับผู้ชายเกินความจำเป็น
อัลนิ่งใช้ความคิดไปเสี้ยววินาที ถ้าขืนเขาโกหกล่ะก็ผลออกมาตรงกันข้ามแน่
ชั้น...อยากเรียนเวทมนตร์ อัลตอบออกไป ชั้นรู้ตัวว่าตัวเองมีพลังเวทอยู่กับตัวแต่ไม่รู้ว่าจะใช้ยังไง มีข่าวลือว่าที่นี้มีเบาะแสของโรงเรียนสอนเวทมนตร์ และเมื่อกี้ชั้นได้ยินคำว่าเวทมนตร์ออกจากปากนายชั้นก็เลยตามมาเผื่อว่านายจะรู้อะไรบ้างเท่านั้นเอง
อัลพูดออกไปตามความจริงที่สุดเท่าที่เขาจะคิดออก แล้วรอดูปฏิกิริยาของชายคนนั้น
อ๋อ เหรอ เสียงตอบรับอย่างไม่ค่อยใส่ใจนักดังขึ้น น่าเสียดายนะ เพราะโรงเรียนสอนเวทมนตร์ที่แกว่าน่ะ...
มันล่มสลายไปนานแล้ว
วะ...ว่าไงนะ! อัลเอ่ยออกมาอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
ท่าทางจะไม่รู้เรื่อง อะไรเลยล่ะสิ หนุ่มหูแมวผู้นั้นส่งเสียงอย่างดูแคลน โรงเรียนสอนเวทมนตร์ได้รับการก่อตั้งครั้งแรกตั้งแต่เริ่มสงครามเมื่อสิบห้าปีก่อน ตอนนั้นทั้งมนุษย์ เอล์ฟ และดวอร์ฟทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่เผ่าพันธุ์ตัวเองมีก่อตั้งโรงเรียนสอนเวทมนตร์เพื่อหวังจะผลิตจอมเวทออกมาต่อต้านเหล่าดาร์คเอล์ฟ ออค และพวกอสูรกาย แต่สุดท้ายแล้วมันกลับกลายเป็นความคิดที่ผิด
ความคิดที่ผิด.... อัลทวนคำ หมายความว่ายังไง
เจ้าของข้อมูลพ่นลมหายใจออกจากจมูกอย่างหน่ายๆ ราวกับรู้สึกเบื่อเหลือเกินที่จะต้องมาอธิบายเรื่องราวในอดีตให้หมอนี่ฟัง การตั้งโรงเรียนสอนเวทมนตร์ขึ้นมาอย่างโจ่งแจ้งทำให้มันกลายเป็นเป้าโจมตีจากศัตรูทั่วทุกสารทิศ หลังการก่อตั้งไม่ถึงห้าปี โรงเรียนสอนเวทมนตร์ถูกบุกโจมตีทั้งจากฝั่งอสูรกายและฝั่งดาร์คเอล์ฟอย่างหนักจนท้ายสุดก็ต้องพบกับการล่มสลายภายในคืนเดียว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีการก่อตั้งโรงเรียนสอนเวทมนตร์ขึ้นมาอีกเลย
คมมีดถูกลดลงมาจากคอของอัล แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้จิตใจของเขาดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ทำไม...นายถึงรู้เรื่องดีขนาดนี้ อัลเอ่ยถามออกไป ทั้งที่แท้จริงเป็นเป็นเพราะใจของเขายังไม่เชื่อว่าสิ่งที่คนๆนี้พูดเป็นความจริง
ทำไมน่ะเหรอ... ชายคนนั้นหันกลับมามอง ก็เพราะว่าชั้น เป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากล่มสลายของโรงเรียนสอนเวทมนตร์ในครั้งนั้นยังไงล่ะ จะให้ชั้นบอกด้วยไหมว่ามันเกิดขึ้นในวันเดือนปีที่เท่าไร และมีคนตายกี่คนน่ะ
ฮาล์ฟครีเจอร์เอ่ยอย่างรำคาญเต็มทน แล้วเริ่มเดินออกไปอย่างไม่แยแส
บ้า...ชะมัด อัลกำหมัดแน่นอย่างเจ็บแค้นใจ ถ้าเป็นคำพูดของคนที่อยู่ในเหตุการณ์มาแล้วจริงก็ไม่มีทางที่จะเป็นเรื่องโกหก โรงเรียนสอนเวทมนตร์ล่มสลายไปแล้ว...แล้วเขาจะทำยังไงต่อไปล่ะ ถ้าไม่มีโรงเรียนสอนเวทมนตร์แล้วเขาจะรู้วิธีใช้เวทมนตร์ได้ยังไง ทั้งๆที่ถ้าชั้นได้เรียนเวทมนตร์ ชั้นก็จะไม่ไร้ค่า...เหมือนที่ผ่านๆมาแท้ๆ
ชายคนนั้นหยุดกึกทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น
ชั้นไม่รู้หรอกนะ ว่าอดีตที่ผ่านมาของแกจะไร้ค่าขนาดไหน เสียงที่เอ่ยออกมาและใบหน้าที่หันกลับมานั้นอัลรู้สึกได้เลยว่าแฝงไว้ด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง แต่แกคิดว่าแค่ใช้เวทมนตร์เป็นนิดๆหน่อยๆแล้วคุณค่าในตัวแกมันจะเพิ่มขึ้นมาได้งั้นเหรอ......โลกนี้มันไม่มีอะไรง่ายขนาดนั้นหรอกโว้ย ไอ้โง่
อัลสะดุ้งตัว เขารู้สึกกลัวและไม่เข้าใจในเวลาเดียวกัน
ไม่เข้าใจสินะ หนุ่มหูแมวเอ่ยราวกับอ่านใจเขาออก ก่อนจะชักมีดขึ้นมาอีกครั้ง ไม่จำเป็นต้องเข้าใจหรอกเพราะยังไงๆแกก็...ไม่มีความหมายอยู่แล้ว!
ฟิ้ว!! ตูม!! คมมีดถูกตวัดในชั่วพริบตาไม่มีเวลาให้อัลแม้แต่จะขยับตัว เขาสังเกตเห็นเพียงวัตถุสีดำบางอย่างพุ่งผ่านตัวเขาไป ตัดกำแพงกระท่อมที่ทำจากไม้ซึ่งอยู่ข้างๆตัวเขาไม่กี่เซนติเมตรขาดกระจุยออกเป็นเศษไม้ชิ้นขนาดเท่าฝ่ามือร่วงลงมากองกับพื้น อัลยืนนิ่งอยู่พักหนึ่งจนเขารู้ตัวว่าเป้าหมายของคมมีดไม่ใช่ตัวเขาแต่เป็นกำแพงที่อยู่ข้างๆ เขาจึงค่อยๆกลับตัวไปมองผ่านช่องขนาดเท่าประตูข้างในกระท่อมว่ามีใครได้รับบาดเจ็บบ้างหรือเปล่า...แต่ภาพที่เขาเห็นกลับทำให้เขาตกใจยิ่งกว่าเดิม
ภายในกระท้อมไม้อันห่างไกลที่ควรจะร้างผู้คน กลับปรากฏภาพของชายชกรรจ์นับสิบคนรายล้อมอยู่ภายในนั้นอย่างเนืองแน่น บ้างก็กำลังขัดปืนยาวอันใหม่เอี่ยม บ้างก็กำลังสูบบุหรี่อย่างเพลิดเพลิน ตรงกลางกระท่อมมีโต๊ะยาววางอยู่บนโต๊ะมีถุงผ้าสีน้ำตาลภายในมีเหรียญทองจำนวนมากมายจนไม่อาจนับได้ พร้อมกับปืนอีกหลายสิบกระบอกที่กองอยู่ใกล้ๆกัน แทบไม่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมเลยว่าที่นี่คือสำหรับทำอะไร และที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือตอนนี้ชายชกรรจ์ทั้งหมดหันมามองทางนี้เป็นตาเดียวเพราะเสียงที่เกิดจากการพังประตูเมื่อครู่นี้
เฮ้ย!! แกเป็นใคร!! ชายชกรรจ์คนหนึ่งตะโกนขึ้น ทำให้บรรดาคนที่เหลือลุกฮือมาตามๆกัน พวกเขาต่างคว้าปืนและอาวุธใกล้ตัวขึ้นมาทันที บรรยากาศตอนนี้อันตรายอย่างรุนแรง สิ่งที่เขาคิดออกอย่างเดียวตอนนี้ก็คือการกลับรีบไปแจ้งเจ้าหน้าที่ภายในเมืองให้รู้ แต่เขาจะมีชีวิตรอดกลับไปหรือเปล่านี่สิ...ระหว่างที่อัลกำลังคิดอยู่นั้นเอง
น้อยกว่าที่คิดแฮะ...ท่าทางงานนี้จะเสร็จเร็วกว่าที่ตั้งใจไว้นะนี่ ชายผู้นั้นเดินอาดเข้ามาในกระท่อมอย่างไม่มีท่าทีจะเกรงกลัว เสื้อคลุมถูกทิ้งลงไปที่พื้นหางแมวโบกสะบัดไปมา
เฮ้ย! แกพล่ามอะไรของแก! ไอ้ตัวประหลาด! ชายคนหนึ่งยกปืนขึ้นจ่อใส่ฮาล์ฟครีเจอร์ผู้นั้น
ก็...อย่างที่เห็นนั่นแหละ ร่างของเขาเดินมาหยุดอยู่กลางวงล้อมของปากกระบอกปืนนับสิบที่หันเข้าหาเขา มีดเล่มเล็กๆที่ไม่น่าจะช่วยอะไรได้ในสถานการณ์นี้ถูกชักออกมาควงไปมาอย่างคล่องแคล่ว ชั้นมาเพื่อเก็บกวาดขยะอย่างพวกแก
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะหนึ่ง ไม่มีใครคาดคิดว่านี้จะเป็นคำพูดของคนที่มีมีดเพียงเล่มเดียวท่ามกลางปืนนับสิบกระบอก แต่คำพูดนั้นกลับแฝงไปด้วยความเป็นไปได้อย่างเหลือเชื่อแม้แต่อัลที่ยืนมองอยู่ก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุว่าชายหูแมวผู้นี้ทำอย่างที่พูดได้จริงๆ
ค้าอาวุธเถื่อนข้ามอาณาจักรรึ...อาจจะข้ามเผ่าพันธุ์ด้วยเลยก็ได้มั้ง เสียงสบายๆพูดขึ้นอีกครั้ง มิน่าล่ะ หลังๆมาพวกดาร์คเอล์ฟกับพวกออคมันถึงได้มีอาวุธคล้ายมนุษย์นัก
ทะ...ทิ้งมีดซะ! ชายที่ถือปืนคนหนึ่งส่งเสียงออกมาได้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ดูเหมือนเสียงขู่เลยสักนิดก็ตาม เสียงนั้นแฝงไปด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
ทิ้งมีด?...แน่ใจนะ? เขาหยิบมีดขึ้นมาพลิกดูไปมาราวกับต้องการคำยืนยันคำพูดเมื่อครู่นี้ เอางั้นก็ได้...
มีดสีเงินถูกลงจากมือของชายคนนั้นและร่วงลงสู่พื้น อัลรู้สึกว่าทุกสิ่งในเสี้ยววินาทีนั้นเกิดขึ้นอย่างช้าๆ มีดค่อยๆร่วงลงไปบนเงาของเจ้าของมีดที่ทอดออกมายังบริเวณด้านหน้าและ...จมหายลงไปในเงานั้น
ไปลงนรกกันซะให้หมด เสียงอันโหดเหี้ยมเอ่ยออกมาท่ามกลางสีหน้าตกใจของบรรดาชายชกรรจ์ที่เห็นมีดจมหายลงไปในเงาต่อหน้าต่อตา ชาโดว์สไปค์!!
ฉึก!! ฉึก!! ฉึก!! อ๊ากกก!!
เป็นภาพที่อัลไม่เคยมาก่อนในชีวิต ไม่มีเวลาให้พวกเขาแม้แต่จะเหนี่ยวไกปืน เงาดำที่พื้นเคลื่อนไหวได้ในพริบตาราวกับมีชีวิต มันเปลี่ยนรูปร่างเป็นหนามแหลมจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนพุ่งขึ้นมาทิ่มแทงร่างของชายชกรรจ์ที่ถือปืนรอบๆจนร่างของพวกเขาถูกเสียบลอยขึ้นจากพื้นอย่างโหดเหี้ยม เลือดของเหล่าผู้เคราะห์ร้ายสาดกระเด็นจนเปรอะเพดานกระท่อมไปทั่ว ตอนนี้อัลเห็นกับตาแล้วว่าฮาล์ฟครีเจอร์คนนี้คือจอมเวทแถมยังเป็นผู้ใช้เวทเงาอีกด้วย
เฮ้ย! จะ...จอมเวทนี่หว่า!! ชายชกรรจ์ที่เหลืออยู่ส่วนหนึ่งมองร่างของเพื่อนถูกเสียบขึ้นไปด้วยความตกใจแล้วเหนี่ยวไกทันที
ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!! เงาที่กลายเป็นหนามแหลมเหล่านั้นเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นโล่สีดำขนาดใหญ่ในพริบตาดูดกลืนกระสุนปืนเหล่านั้นหายวับไป และวินาทีต่อมามันก็พุ่งขึ้นมาจากเงาใต้เท้าของพวกเขาและตรงเข้าทำร้ายตัวพวกเขาเอง และทันใดนั้นเองเขาก็รู้สึกถึงบางอย่าง
เปรี้ยง!!! กระสุนสีขาวพุ่งเข้าโจมตีจอมเวทผู้ใช้เงาจากทางด้านข้าง เขารีบกางโล่เงาขึ้นมาป้องกันแต่มันกลับสามารถทะลุโล่ของเขาเข้ามาได้ กระสุนเฉียดแก้มซ้ายของเขาออกไปเพียงนิดเดียวมีเลือดไหลออกมาให้เห็นเล็กน้อย ซึ่งอัลพอจะมองออกว่านี่ไม่ใช่ความบังเอิญ ฮาล์ฟครีเจอร์ผู้นี้หลบกระสุนในระยะประชิดได้...
อัลหันไปยังที่มาของลำแสง ชายคนหนึ่งกำลังถือปืนเล็งมาทางจอมเวทคนนี้เพียงแต่ว่าปืนที่เขาถืออยู่นั้นแตกต่างไปจากกระบอกอื่นๆ มันเป็นปืนยาวสีเงินทั้งกระบอกและมีลวดลายอักขระแปลกๆสลักอยู่บนปืน ควันที่คุกรุ่นออกมาจากปากกระบอกบ่งบอกว่ามันพึ่งจะถูกยิงออกไป
ปืนประจุพลังเวทเหรอ... จอมเวทพึมพำขณะที่ดวงตาสีแดงมองลอดรูของโล่ที่ถูกยิงทะลุ
อย่ามาดูถูกกันนะโว้ย!! ชายคนที่ถือปืนตะโกนออกมา ปืนกระบอกนี้ข้าพยายามแทบตายกว่าจะได้มันมา และข้าจะใช้มันจัดการแกซะ!!
ฟุ่บ!! ชายชกรรจ์คนนั้นยกแขนขึ้นเพื่อเตรียมเล็งปืนยิงอีกครั้ง แต่เขาก็ต้องแปลกใจเมื่อปืนที่เขาถืออยู่จู่ๆหายไปจากมือ....ไม่สิ เมื่อมองอีกทีแขนทั้งสองข้างของชายผู้นี้ก็หายไปแล้ว
หาไอ้นี่อยู่เหรอ ผู้ใช้เงาเอ่ยพร้อมกับชูของที่อยู่ในมือเขาให้ดู ปืนกระบอกสีเงินได้มาอยู่ในมือเขาเรียบร้อยแล้วแถมด้วยส่วนแขนทั้งสองข้างของชายผู้เคราะห์ร้ายคนนี้ที่ยังจับปืนอยู่อีกด้วย
อะ...เอา คืน มา...
เปรี้ยง!! ร่างไร้แขนถูกยิงเข้ากลางลำตัวกระเด็นลงไปกองที่พื้นแรงอัดของปืนมีมากจนอกของเขาระเบิดทะลุเป็นรูโหว่ เลือดไหลทะลักสาดกระเด็นไปทั่วเมื่อรวมกับศพอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่กองอยู่ในกระท่อมมีเพียงร่างๆเดียวที่ยืนอยู่เหนือศพเหล่านั้นดวงตาสีแดงฉ่านส่องประกาย มันคือสภาพของนรกโดยแท้จริงนี่สินะคือพลังของผู้ที่ถูกเรียกว่าจอมเวท
จอมเวทเงายกนิ้วชี้และนิ้วกลางขึ้นมาปิดแผลเล็กๆที่แก้มซ้ายเอาไว้แล้วลูบเบาๆแผลนั้นหายสนิทไม่เหลือแม้แต่รอยแผลเป็นในทันที เขาหันมองมาทางอัลที่ยังคงยืนนิ่งอยู่แต่ดูเหมือนสายตาของเขาจะไม่ได้อยู่ที่อัลเลย จนกระทั่ง...
กึก...ปากกระบอกปืนอันหนึ่งถูกจ่อเข้ามาที่ขมับของอัลพร้อมกับแขนข้างหนึ่งล็อกคอเขาเอาไว้ ชายคนนี้อาศัยจังหวะที่อัลกำลังยืนตะลึงวกมาข้างหลังโดยที่เขาไม่ทันรู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
อย่าเข้ามานะ!! ชายคนนั้นตะโกนพร้อมกับพยายามลากอัลถอยหลังออกมาจากกระท่อม เห็นได้ชัดว่าการกระทำของเขาเต็มไปด้วยความกลัวหลังจากที่เห็นเพื่อนๆถูกฆ่าอย่างง่ายดาย ไม่งั้นหมอนี่ตายแน่!!
ก็เรื่องของมันสิ จอมเวทพูดสวนตอบกลับมาอย่างเย็นชาและไร้เยื้อใยจนชายคนนั้นถึงกับชะงัก ชั้นไม่ได้รู้จักกับมันซักหน่อย คนไร้ค่าอย่างมันจะอยู่หรือตายก็ไม่ใช่ธุระของชั้น
ปากกระบอกปืนสีเงินถูกยกขึ้นมาจ่อพวกเขาทั้งสองคน ขอเพียงแค่ปืนถูกเหนี่ยวไกเขาก็จะต้องตาย...ตายไปอย่างคนไร้ค่า คนไร้ค่า....ทันทีที่อัลนึกถึงคำนั้นภาพในอดีตบางส่วนของเขาก็ผุดขึ้นมาในหัว ภาพที่เขานั่งอยู่ในมุมมือเพียงคนเดียว ภาพที่มีแต่คนทำท่ารังเกียจเขาสารพัด ภาพที่เขาไม่อยากจะนึกถึงมัน เขาไม่ใช่คนไร้ค่า ไม่ใช่!!
ปัง!!! อัลสะบัดแขนขวาขึ้นปัดปากกระบอกปืนที่จ่อขมับเขาอยู่ออกไปซึ่งเป็นเสี้ยววินาทีก่อนที่มันจะถูกยิงออกมา ขณะที่ชายคนนั้นรวมถึงจอมเวทที่ดูอยู่กำลังตกใจกับการกระทำของเขา อัลคว้าแขนล็อกคอเขาไว้แน่นแล้วหมุนตัวลงเต็มแรงทุ่มร่างของชายคนนั้นออกไปด้านหน้า ร่างนั้นร่วงลงหลังกระแทกพื้นดังพลั่ก!ปืนกระเด็นไปคนละทางกับลำตัวและในวินาทีต่อมา...
เปรี้ยง!! ปืนกระบอกเงินถูกยิงอัดเข้าใส่ร่างที่นอนอยู่บนพื้นเลือดสาดกระเด็นขึ้นมาเปรอะร่างของอัลเป็นจุดๆ เมื่อทุกอย่างเงียบเสียงลงไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆอยู่ในบริเวณนั้นอีกแล้วนอกจากพวกเขาทั้งสองและศพจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน กลิ่นคาวเลือดเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณจนเชื่อว่าอีกไม่นานจะต้องมีคนผ่านมาเห็นแน่ๆ อัลยืนมองอีกฝ่ายนิ่งโดยไม่กล้าพูดอะไรออกมา
จอมเวทผู้นั้นแบกปืนที่เพิ่งได้มาขึ้นบ่าแล้วเดินผ่านหน้าอัลไปอย่างไม่สนใจใยดีราวกับเขาไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้น
เดี้ยวก่อน! อัลหันกลับมาตะโกนเรียก จอมเวทหยุดเดิน
อะไรอีกล่ะ ชายหนุ่มหูแมวส่งเสียงกลับมาอย่างรำคาญใจ
ช่วยสอนเวทมนตร์ ให้ชั้นที อัลเอ่ยออกมาอย่างไม่ลังเลใจ ทำเอาจอมเวทชะงักไปเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าเขาจะเอ่ยคำนี้ออกมา ขอร้องล่ะ
หนุ่มหูแมวนิ่งไปในท่าทีที่ประหลาดใจครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมา
แกชื่ออะไร
...ชั้นชื่อ อัล อัลคิดอยู่อึดใจนึงแล้วตอบออกมา อัลเฟเดริค เรกเกอร์
ทำไมต้องยึดติดกับเวทมนตร์ขนาดนั้น จอมเวทถามต่อ
ชั้น... อัลกำลังจะเริ่มพูด
ช่างเถอะ หนุ่มหูแมวรีบตัดบททั้งๆที่อัลยังไม่ทันได้พูดอะไรเลย ราวกับว่าเขาเปลี่ยนใจไม่อยากฟังแล้วและหันหลังให้ ยังไงมันก็ไม่เกี่ยวกับชั้นอยู่ดี
จอมเวทออกเดินไปอย่างไม่ใยดี ถึงแม้ว่าอัลจะพยายามตะโกนเรียกแต่ก็ไม่ทำให้ชายผู้นั้นหันกลับมาอีก ทันทีที่เขาเลี้ยวมุมตึกหลังหนึ่งอัลพยายามวิ่งตามมาแต่ชายผู้นั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
โธ่โว้ย! อัลสถบออกมาอย่างเจ็บใจ
..........................................................................................................................
ภายในห้องทำงานห้องหนึ่งซึ่งอยู่ที่ไหนซักแห่งในเมืองนี้ สภาพของห้องบ่งบอกถึงรสนิยมของเจ้าของห้องได้เป็นอย่างดี ทุกสิ่งทุกอย่างดูสบายตาและมีสีออกโทนเหลืองสดใส ชั้นวางหนังสือสีเหลืองทองถูกตั้งอยู่ที่มุมซ้ายของห้อง ถูกจัดวางไปด้วยหนังสือเล่มต่างๆที่ถูกเรียงสีและเรื่องตามสันปกเอาไว้เป็นอย่างดี ฝั่งตรงข้ามกับชั้นหนังสือเป็นตู้เสื้อผ้าสีน้ำตาลสลักลวดลายสวยงามซึ่งไม่น่าจะเข้ามาอยู่ในห้องทำงานแต่ก็ดูไม่ขัดตาเท่าไรนัก โคมไฟระยาสวยงามถูกห้อยลงมาจากบนเพดาน บริเวณกลางห้องคือชุดโต๊ะทำงานสีน้ำตาลทองด้านหลังเป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่มีลายสวยงามไม่แพ้กัน
บนโต๊ะทำงานที่อยู่บริเวณกลางห้องนั้นมีหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของห้องนั่งอยู่ เธอคือหญิงสาวที่มีผมสีทองยาวสลวย ใบหน้าคมเข้มแต่ก็ดูอ่อนโยนเป็นคนรูปร่างดีที่ถึงแม้จะนั่งอยู่ก็สามารถดูออกได้ไม่ยาก เธอกำลังนั่งดูเอกสารต่างๆที่กองอยู่บนโต๊ะเธอทีละฉบับ
วืด...ร่างของจอมเวทหนุ่มหูแมวโผล่ขึ้นมาจากเงาของชั้นหนังสืออย่างช้าๆจนกระทั่งโผล่ขึ้นมาพ้นทั้งตัวและก้าวเดินเข้ามากลางห้อง
กลับมาแล้วรึ...เรวิน หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองจอมเวทหนุ่มคนนั้นแล้วยิ้มหน่อยๆ เป็นยังไงาบ้างล่ะ
งานเสร็จเรียบร้อยแล้ว นี่ของฝาก เรวินวางปืนกระบอกสีเงินลงบนโต๊ะทำงานของหญิงสาวคนนั้น แล้วก็...
เรวินยกมือขึ้นมาจ่อตรงขมับของตัวเองแล้วหลับตาอึดใจต่อมาก็มีแสงสว่างเป็นประกายเล็กๆเกิดขึ้นพร้อมกับสิ่งของบางอย่างที่คล้ายกับแผ่นเหล็กสีทองรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเท่าฝ่ามือโผล่ออกมาจากศรีษะของเขา เรวินจับสิ่งนั้นออกมาและยื่นให้เธอ
จะทำยังไงต่อก็ตามใจก็แล้วกันนะ เรวินบอกแล้วหันหลังเดินไปที่ประตู คราวหน้างานที่ต้องพล่ามกับผู้ชายมากๆแบบนี้ผมขอบายล่ะ
แหม อย่าพูดอย่างงั้นสิ หญิงสาวเอ่ยก่อนจะเสียบแผ่นสีทองที่ได้มาจากเรวินเข้าที่ขมับของตัวเอง เธอหลับตาลงเพียงอึดใจเดียวเหตุการณ์ทั้งหมดที่เรวินได้พบมาเมื่อสักครู่นี้ก็ไหลเข้าสู่สมองของเธอให้ได้รับรู้โดยทันที ถ้าคราวหน้า ยั้งมือไม่ฆ่าคนที่พอสอบสวนได้จะดีมากเลยนะ เธอเอ่ยไล่หลังเขาไป
ถ้าอาจารย์ยอมมากินข้าวกับผมซักมื้อล่ะก็ จะลองพยายามดูนะ เรวินส่งเสียงแล้วโบกมือด้วยสองนิ้วก่อนจะเดินออกจากห้องไป หางแมวสีดำโบกสะบัดไปมาส่งท้าย
หญิงสาวถอนใจแล้วส่ายหน้าอย่างหน่ายๆก่อนจะทบทวนความทรงจำของเรวินอีกครั้ง
อัลเฟเดริค เรกเกอร์งั้นเหรอ... เธอพึมพำแล้วยิ้มออกมาหน่อยๆ
..........................................................................................................................
ในขณะนั้นเองอัลก็กำลังเดินตามหาจอมเวทที่เขาเพิ่งได้พบเจอมาทั่วทั้งเมือง ถึงแม้ว่าโอกาสพบจะมีน้อยมากหรืออาจจะไม่มีเลยเสียด้วยซ้ำเขาก็ยังไม่อาจตัดใจลงไปได้ เขารอคอยวันที่เขาจะได้พบกับเวทมนตร์มาชั่วชีวิตเขาไม่อยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงแบบนี้ อัลเดินเข้าออกร้านค้าต่างๆเป็นว่าเล่นแวะถามผู้คนไปเกือบตลอดทางว่าใครพบเห็นชายหนุ่มหูแมวสีดำเข้มบ้างไหม แต่ก็ไม่มีใครให้เบาะแสเขาได้แม้แต่คนเดียว
เมื่อตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงอัลเริ่มหมดความหวัง เขาเดินอย่างเอื่อยเฉื่อยไปเรื่อยๆจนมาถึงประตูเมืองสูงเสียดฟ้าโดยไม่รู้ตัว อัลเงยหน้ามองขึ้นไปแล้วค่อยๆมองลงมาที่เงาของตัวเขาเองที่ปรากฏอยู่บนกำแพงประตูเมืองเขายกมือขึ้นแนบกับกำแพงอย่างช้าๆ เขารู้สึกได้เลยว่ามันทั้งแข็งแกร่งและทนทานไม่มีทางที่จะฝ่าออกไปได้ เปรียบเหมือนกับตัวเขาในตอนนี้ที่กำลังเผชิญกับทางตันที่ไม่มีทางฝ่าไปได้เช่นกัน...
ยังไงก็เปิดประตูนั่นไม่ได้หรอก เสียงหนึ่งดังขึ้น อัลตกใจเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองต้นเสียงซึ่งเสียงเป็นผู้หญิงและก็พบกับหญิงสาวผมยาวสีทองคนหนึ่งยืนพิงกำแพงอยู่ที่บริเวณข้างประตูเมืองถัดจากตัวเขาไปพอสมควร ตอนเดินมาเขาไม่รู้ตัวเลยว่ามีเธอยืนอยู่ตรงนี้ด้วย มาทำอะไรที่นี่เหรอ
อัลแปลกใจเล็กน้อยแต่สภาพจิตใจของเขาตอนนี้ไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะสงสัยอะไรอีก
...ทำไมถึงเปิดไม่ได้ล่ะครับ อัลใช้คำสุภาพเพราะถึงแม้เธอจะดูยังสาวแต่ก็ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเขาอยู่มาก
หลังประตูบานนั้นคือสนามรบ เธอบอก สนามรบอันแสนโหดร้ายที่มีเพียงอสูรกาย ซากศพ และผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้
ถ้าไม่แข็งแกร่ง ก็ผ่านออกไปไม่ได้งั้นเหรอครับ อัลเอ่ยอย่างเลื่อนลอย
ถ้าผ่านออกไปไม่ได้ก็ถอยกลับไปไม่ดีกว่าเหรอ
ผม...ไม่อยากถอยกลับไป อัลกัดฟันเล็กน้อยแล้วเริ่มเอามือจิกกำแพง
ทั้งๆที่ไม่รู้วิธีใช้เวทมนตร์เนี่ยนะ
ชายหนุ่มตกใจหันมาทางหญิงสาวทันทีเธอรู้ได้ยังไงว่าเขาไม่รู้วิธีใช้เวทมนตร์ ไม่สิจากวิธีการพูดเธอน่าจะรู้ความต้องการของเขาทั้งหมดแล้วด้วยซ้ำ
คุณเป็นใครกัน? อัลถาม
ตัวแทนกองกำลังป้องกันอาณาจักรวอลเลช หญิงสาวเอ่ยแนะนำตัว รองหัวหน้ากองกำลัง ไอริส การ์แลน
กองกำลัง...ป้องกันอาณาจักร อัลทวนคำช้าๆแสดงว่าเธอคนนี้เองก็ต้องเก่งมากแน่
อัลเฟเดริค เรกเกอร์ ชั้นได้ยินเรื่องของเธอมาจากผู้ใช้เวทเงาที่เธอพบเจอเมื่อตอนเที่ยง เธอบอกเพื่อตอบคำถามของเขาว่าเธอรู้เรื่องทั้งหมดได้อย่างไร ทำไมเธอไม่ลองหาคุณค่าของตัวเองในด้านอื่นบ้างล่ะ?
เอ๋...? อัลส่งเสียงอย่างไม่ค่อยเข้าใจ
ความจริงก็เป็นอย่างที่เธอได้ยินมา โรงเรียนสอนเวทมนตร์ในอดีตน่ะล่มสลายไปนานแล้ว และในปัจจุบันก็ไม่หลงเหลือผู้ใช้เวทมนตร์คนไหนที่จะมีเวลาว่างและความสามารถเพียงพอที่จะสอนเธอได้อีก เธอไม่ใช่คนแรกหรอกนะที่มาที่นี่ด้วยเหตุผลนี้ หลายคนต่างเฝ้ารอวันที่ตัวเองจะได้เรียนเวทมนตร์แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อพบกับความเป็นจริง แต่ถ้าเธออยากที่จะมีคุณค่าในตัวเองจริงๆล่ะก็นอกเหนือจากการเป็นผู้ใช้เวทมนตร์แล้วก็ยังมีอาชีพอื่นๆอีกมากมายที่ทำประโยชน์ต่อสงครามครั้งนี้ได้ และซักวันเธอก็จะต้องค้นพบคุณค่าในตัวเองอย่างแน่นอน
ไอริสเงียบลงพักหนึ่งเพื่อรอดูปฏิกิริยาของเขา
อาชีพอื่นๆงั้นเหรอ... อัลเอ่ยเบาๆแล้วหันไปหาเธอ ของพรรค์นั้นน่ะช่วยอะไรผมไม่ได้หรอก
ตูม!! อัลเหวี่ยงแขนตัวเองชกใส่กำแพงจนเกิดเสียงดังสนั่น แม้แต่ไอริสเองก็สะดุ้งตัวเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าอยู่ๆเขาจะทำเช่นนี้
ผมน่ะ...เพื่อที่จะหลุดพ้นจากตัวเอง เพื่อที่จะหลุดพ้นจากอดีต เพื่อที่จะทำคำสาบานที่ผมให้ไว้กับตัวเองให้เป็นจริง ผมไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว อัลกัดฟันอย่างเจ็บใจตัวเองน้ำตาของเขาไหลคลอออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ไม่ว่าจะพูดออกไปอย่างไรก็คงไม่มีใครเข้าใจเหตุผลของเขาได้ เหตุผลที่เขาจะดำรงค์ชีวิตต่อไปได้ในฐานะผู้ใช้เวทมนตร์เท่านั้น ผมจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้...ก็เพียงเส้นทางนี้เท่านั้น!
เกิดความเงียบขึ้นอีกครู่ใหญ่อัลทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง กำแพงที่เขาชกใส่เปื้อนรอยเลือดเล็กน้อย ขณะนั้นเองที่ไอริสเดินเข้ามาหาเขาทางด้านหลังอย่างช้าๆ เงาของเธอปรากฏขึ้นซ้อนทับเงาของเขาที่นั่งอยู่
ชั้นเข้าใจเธอแล้ว อัลเฟเดริค เรกเกอร์ ไอริสพูดออกมา โรงเรียนสอนเวทมนตร์น่ะ ยังไม่จบสิ้น
อัลถึงกับสะดุ้งสุดตัวทันทีที่ได้ยิน เขารีบลุกขึ้นแล้วหันหน้ากลับมาหาไอริสทันทีเพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้ฟังผิดไป ทั้งๆที่เขาเพิ่งจะได้ยินมาว่าโรงเรียนสอนเวทมนตร์ล่มสลายไปแล้วตั้งสองครั้ง แต่จู่ๆเธอกลับเอ่ยคำนี้ขึ้นมา มันหมายความว่าอย่างไรกัน
โรงเรียนสอนเวทมนตร์ในอดีตน่ะ เคยล่มสลายไปแล้วครั้งหนึ่งอย่างที่เธอได้ยินมานั่นแหละ เธอเริ่มบอกข้อมูลเพื่อคลายข้อสงสัยของเขา แต่ในเวลาต่อมา พวกเราก็ได้มีการพยายามอีกครั้งเพื่อก่อตั้งโรงเรียนสอนเวทมนตร์ขึ้นมาใหม่ โดยครั้งนี้พวกเราก่อสร้างโดยปกปิดเป็นความลับสุดยอด แม้แต่ผู้นำระดับสูงตามอาณาจักรอื่นๆก็ยังไม่มีใครรับรู้ถึงตัวตนของโรงเรียนสอนเวทมนตร์ใหม่ในครั้งนี้
ทำไม...ต้องปกปิดเป็นความลับขนาดนั้นด้วย อัลถาม
ก็เพื่อป้องกันการล่มสลายเป็นครั้งที่สองไงล่ะ เธอตอบง่ายๆ เราเรียนรู้จากครั้งแรกว่าการประกาศตัวโรงเรียนสอนเวทมนตร์อย่างโจ่งแจ้งจะนำพาศัตรูทั้งต่อหน้าและลับหลังเข้ามาในโรงเรียนอย่างมากมายจนไม่มีทางตรวจสอบได้หมด ครั้งนี้พวกเราจึงจำเป็นต้องย้ายโรงเรียนสอนเวทมนตร์เข้าสู่ความมืดอย่างช่วยไม่ได้ ถึงแม้จะเป็นการปิดโอกาส ทำให้ผู้ใช้เวทมนตร์ใหม่ๆรับรู้และเข้ามาเรียนมีน้อยมากแต่มันก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อที่จะปกป้องเหล่าผู้ใช้เวทมนตร์ที่เหลืออยู่ภายในโรงเรียนที่ก่อตั้งใหม่แห่งนี้
เพราะงั้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันโรงเรียนสอนเวทมนตร์จึงไม่ได้ทอดทิ้งทุกๆไปไหนเลยแม้แต่นิดเดียว แต่อยู่ปกป้องและต่อสู้ในเบื้องหลังของประวัติศาสตร์เพื่อปกป้องทุกๆคนมาตลอดยังไงล่ะ
อัลรู้สึกเหมือนกับอะไรบางอย่างที่หนักอึ้งซึ่งกดทับอยู่ภายในตัวเขามาเป็นเวลานานได้สลายหายไปจนหมดสิ้น โรงเรียนสอนเวทมนตร์ยังคงมีตัวตนอยู่จริงๆ เขารู้สึกเหมือนจะมีน้ำตาไหลออกมาอีกครั้งแต่คราวนี้มันไหลออกมาด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง
แต่ก่อนจะบอกความจริงเรื่องนี้ให้เธอรู้ ไม่ว่ายังไงชั้นก็อยากจะได้ยินความรู้สึกของเธอให้แน่ใจด้วยตัวเอง หญิงสาวเอ่ยบอกพร้อมกับรอยยิ้ม เธอที่รู้เรื่องการล่มสลายของโรงเรียนสอนเวทมนตร์ในอดีต ได้เห็นถึงความโหดร้ายของชีวิตและภาระอันหนักหน่วงที่ต้องแบกรับในฐานะผู้ใช้เวทมนตร์มากับตายังคิดจะเดินในเส้นทางนี้อยู่อีกหรือไม่ และเพื่อป้องกันการลักลอบเข้ามาสอดแนมของศัตรูเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ตกเป็นเป้าโจมตีขึ้นมาอีก ชั้นจำเป็นต้องรู้เรื่องพวกนี้ให้ได้เสียก่อน
อัลยกแขนขึ้นปาดน้ำตา รอยยิ้มเป็นครั้งแรกของวันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
เอาล่ะไปกันเลยไหม ไอริสเอ่ยอย่างยิ้มแย้มแล้วยื่นมือมาให้อัล สู่โรงเรียนสอนเวทมนตร์วอลเลช
..........................................................................................................................
เปิดรับสมัครตัวละครอยู่ตามลิ้งนี้น่ะครับ รวมทั้งแต่งลงอยู่เรื่อยๆด้วย ถ้าครบตอนเมื่อไรจะเอามาลงที่นี่ครับ
http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?...=FT05045&page=1