จิตรกรคือจอมเวทย์
คุณเคยสงสัยใหม ว่าทำไมแค่กระดาษขาวๆแผ่นนึงกับดินสออีกแท่งหนึ่ง
สามารถบันดาลสิ่งต่างๆขึ้นมาได้หลากหลาย
ไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่อง ผู้คนหลากหลาย สิงสาราสัตว์ต่างๆนาๆ
และจิตรกรสามารถบันดาลมันขึ้นมา จากกระดาษขาวๆที่ว่างเปล่า
กลับกลายเป็นความมหัศจรรย์ที่ทำให้ผู้ที่ได้ชมมันกลับเกิดอารมณ์ความรู้สึกต่างๆนาๆได้หลากหลาย
มันก็ไม่ต่างจากเวทย์มนต์มิใช่หรือ
แล้วเหตุใดคุณจึงเรียกร้องหาเวทย์มนต์อีก ในเมื่อคุณสามารถใช้เวทย์มนต์ได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว
เวทย์มนต์ที่จะสร้างทุกอย่างขึ้นมาได้บนกระดาษขาวๆที่ว่างเปล่ายังไงล่ะ
--------------------------------------------
QUOTE
Nekoma Present
เรื่องราวของจิตรกรเวทย์มนต์ที่สร้างความสุขขึ้นมาจากความว่างเปล่า
Neophilia : The story of magical artist
--------------------------------------------
เรื่องราวมันเริ่มขึ้นเมื่อ 12 ปีที่แล้ว
คลองแห่งหนึ่งซึ่งลาดลงมาจากถนน และมีหญ้าขึ้นเขียวชอุ่มไปตลอดทาง ที่นั้นมีเด็กอายุราวๆ 2-3
วิ่งเล่นไปมาอย่างสนุกสนาน
"นี่ รู้รึเปล่า ว่าคนเราสามารถใช้เวทย์มนต์ได้ทุกคนเลยล่ะ" เด็กผู้หญิงคนหนึ่งได้พูดไว้กับผม
เธอเป็นเพื่อนกับผมเมื่อไม่นานมานี้
เพราะผมไปช่วยเธอไว้จากการจมน้ำ
"หมายความว่าเธอก็ใช้เวทย์มนต์ได้ด้วยเหรอ?" ผม ขณะนั้นอายุได้ 5 ขวบ เอ่ยขึ้นอย่างสงสัย
"งั้นดูนี่นะ" เธอหยิบกระดาษกับสีเทียนออกมา แล้วเริ่มวาดรูปบางรูปลงบนกระดาษ
"เห็นมั้ย แค่นี้ก็สามารถเสกดอกไม้ขึ้นมาได้ดอกนึงแล้ว"
เธอยื่นกระดาษที่มีรูปดอกไม้สีแดงให้กับผมพร้อมกับยิ้มแย้ม
"โธ่ เรานึกว่าจะใช้เวทย์มนต์จริงๆซะอีก..." ผมบ่นอย่างน้อยใจ
เธอยิ้มแล้วตอบกลับมา
"ใครว่า เนี่ยแหละเวทย์มนต์ เธอจะสร้างอะไรขึ้นมาก็ได้แค่มีสีเทียนกับกระดาษ
แล้วไม่เหมือนเวทย์มนต์ตรงใหนล่ะ!"
ผมหัวเราะอย่างร่าเริงแล้วตอบกลับ "นั่นซินะ"
....
...
..
.
------------------------------------------------------
บนถนนที่แน่นขนัดไปด้วยรถติดอันเป็นเรื่องธรรมดาๆของเมืองใหญ่ในเวลายามเย็นที่
ผู้คนเลิกงานกลับบ้าน และเด็กๆก็กลับจากโรงเรียน
ผม จ๊อด เด็กหนุ่ม ม.ปลาย หัวกระเซิงเหมือนไม่ได้หวี สวมแว่นกรอบดำหนา เสื้อผ้ายับยู่ยี่
เดินทอดน่องไปตามถนนอย่างเรื่อยเปื่อย
วันนี้ก็เหมือนทุกๆวัน กลับบ้านไปก็ต้องออกไปทำงานพิเศษที่ร้านเน็ตของอาที่อยู่หน้าปากซอย
เสร็จแล้วก็กลับมานอนอืดที่หอ
ชีวิตช่างน่าเบื่อ
ความจริงจ๊อดไม่ใช่ชื่อเล่นจริงๆผมหรอก แต่เพื่อนๆเรียกด้วยชื่อนี้จนดูเหมือนเป็นชื่อเล่นจริงๆของผมไปแล้ว
คงเป็นเพราะนิสัยเฮฮาบ้าบอผิดปกติชนของผมล่ะมั้ง
ผมแบกกระเป๋าเดินขึ้นบันไดหอพักไปยังชั้น 2 แล้วเปิดประตูห้อง 2-3 ตามด้วยโยนกระเป๋าขึ้นไปบนเตียง
ห้องของผมนั้นเป็นห้องที่รกมากๆ เต็มไปด้วยกระดาษที่ขว้างทิ้งและหนังสือต่างๆนาๆเต็มไปหมด
บนโต๊ะก็เต็มไปด้วยกระดาษ
ผมชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็กๆ พอโตขึ้นมาก็หัดวาดอยู่ตลอด ด้วยความที่ชอบเรื่องวาดๆเขียนๆ
เลยอยากจะทำอาชีพเกี่ยวกับกราฟฟิก
แต่ก็นะ ฝีมือระดับผมไม่ถึงขั้นมืออาชีพ ยังต้องฝึกอีกเยอะ
ผมทิ้งตัวลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะ ทุกวันผมจะใช้คอมในการสนทนากับเพื่อนในเน็ตบ้าง เล่นเกมบ้าง
โพสต์รูปวาดตามเว็บบอร์ดบ้าง แล้วแต่อารมณ์
วันนี้ผมนึกครึ้มเกิดอยากเช็คเมล์ แต่พอเปิดรายชื่อเมล์ขึ้นมาก็ เหมือนเดิม มีแต่เมล์ขยะกับเมล์ชวน Hi5
ของเพื่อนๆ
แต่มีฉบับหนึ่งที่ดูแปลกไปจากทุกวัน
'จิตรกรคือจอมเวทย์'
เอ๊ะ ทำไมถึงมีเมล์แปลกๆแบบนี้ส่งมาได้ล่ะ ใครส่งมาล่ะเนี่ย
เมล์ฉบับนี้ไม่ระบุชื่อผู้ส่ง ในเนื้อหาของมันมีใจความว่า
QUOTE
'ในที่สุดฉันก็หานายเจอจนได้นะ
นายยังจำสัญญาเมื่อ 12 ปีก่อนได้มั้ย
ถ้ายังจำได้ วันนี้หลังงานพิเศษของนาย
เจอกันที่หน้าที่ทำงานของนายแล้วกัน'
นายยังจำสัญญาเมื่อ 12 ปีก่อนได้มั้ย
ถ้ายังจำได้ วันนี้หลังงานพิเศษของนาย
เจอกันที่หน้าที่ทำงานของนายแล้วกัน'
"หืม เมื่อ 12 ปีก่อนเหรอ" ผมเกาหัวแกรกๆ "นานขนาดนั้นใครจะจำ...."
จู่ๆภาพๆหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว
เด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งกำลังจะย้ายบ้านไปที่อื่น และผมกำลังร่ำลากับเธออยู่
"เธอจะกลับมาอีกใหม" ผมถามอย่างห่วงหาแบบเด็กๆ
"ไม่รู้สิ แต่อย่าลืมสิว่าเราเป็นเพื่อนกัน เดี๋ยวก็ได้เจอกันอีกแน่ๆ" เด็กหญิงคนนั้นยิ้ม
"นั่นสินะ" อ้าว ร้องให้ซะแล้ว ตัวผมในตอนเด็กนี่ขี้แยสิ้นดีเลยนะ
"...อย่าร้องสิ" เด็กผู้หญิงคนนั้นน้ำตาเริ่มคลอ "เอาแบบนี้ เดี๋ยวฉันจะกลับมาอีกนะ จะกลับมาหาเธอแน่นอน"
"สัญญานะ?"
"แต่นายต้องสัญญาก่อนนะ ว่าเมื่อถึงวันนั้นนายต้องฝึกใช้ "เวทย์มนต์" ให้เก่งๆ แล้วมาอวดฉัน"
เด็กหญิงยื่นนิ้วก้อยออกมา
ผมในตอนเด็กๆปาดน้ำตาแล้วเกี่ยวก้อยกับเธอ "ได้สิ ฉันจะเป็นจอมเวทย์ที่เก่งกาจให้ดู"
...
..
.
"บ้าจริง" ผมหยิบผ้าเช็ดแว่นมาเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมานิดๆ "อะไรของตูเนี่ย อยู่ดีๆก็น้ำตาไหล ไม่ไหวเลย"
"ไปทำงานพิเศษดีกว่า สายแล้วด้วย" ผมมองนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาว่าเกือบๆจะ 6 โมงแล้ว
แล้วผมก็ลืมเมล์นั่นไปทั้งๆที่เพิ่งเปิดมันอ่านเมื่อครู่นี้เอง
--------------------------------------------
เวลาราวๆ 2 ทุ่ม
"กลับก่อนนะอาแมน" ผมเดินไปบอกเจ้าของร้านเน็ต ซึ่งเป็นอาแท้ๆของผมเอง
"เออ เอาเกมนี้ไปลองเล่นด้วยดิ อายังไม่มีเวลาเล่นเลย" อายื่นกล่องใส่แผ่น DVD เกมๆหนึ่งมาให้ผม
เป็นประจำที่ถ้าอาซื้อเกมใหม่มาก็มักจะให้ผมทดลองเล่นก่อน เพราะตัวอาก็ไม่ค่อยมีเวลาเล่น
"คร้าบๆ แล้วถ้าเป็นไงจะกลับมาเล่าให้ฟัง" ผมหย่อนกล่องเกมลงในกระเป๋า แล้วสะพายมันเดินออกจากร้าน
หน้าร้านอามีร้านขายกาแฟรถเข็นตั้งอยู่ มีคนมานั่งกินกันอยู่เยอะพอควร
ด้วยความที่ผมก็อยากจะกินโกโก้สักแก้วจึงเดินไปสั่งที่รถแล้วมองหาโต๊ะ
วันนี้ท่าทางจะขายดีพอสมควร เพราะมีคนมานั่งกันเต็มทุกโต๊ะ
ยกเว้นโต๊ะหนึ่งที่มีสองเก้าอี้และมีเก้าอี้หนึ่งว่างอยู่
"ขอนั่งด้วยดิ"
"ค่ะ"
หวาย ผู้หญิงนี่หว่า เห็นใส่เสื้อฮู้ดบังหน้าบังตากางเกงสามส่วนนึกว่าเด็กฮิพที่ใหน ไอ้ผมมันก็ยิ่งแพ้ๆผู้หญิงอยู่
ตั้งแต่เด็กยันโตถ้าไม่สนิทกับผู้หญิงคนใหนนี่เวลาอยู่ต่อหน้าจะพูดไม่ออกทันที
เพราะงี้แหละผมถึงไม่มีแฟนกะเค้าซักที
ด้วยเหตุนี้ผมจึงนั่งซดโกโก้สวมหูฟังชมวิวบนท้องถนนที่มีแสงสีและรถขวักไขว่
พยายามหลีกเลี่ยงการสนทนากับเพื่อนร่วมโต๊ะ
...
..
.
"นี่"
"อ๋า! ครับๆๆ" ด้วยความตกใจผมเกือบทำแก้วโกโก้หล่น
คนทักซึ่งก็คือเด็กสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับผมเนี่ยแหละ หัวเราะคิกๆ
เธอถอดฮู้ดพาดหลังออก เป็นเด็กสาวผมสั้นท่าทางมั่นๆแต่น่ารักพอสมควร
ไอ้กระผมมันก็พวกไม่ถูกกะเรื่องแนวจีบสาวเลยค่อนข้างประหม่า
"มี...มีอะไรเหรอครับ" กว่าจะหลุดออกมาจากปากได้ช่างยากเย็น
เธอมองผมซักพัก แล้วก็ยิ้มให้ เป็นรอยยิ้มที่คุ้นเคยอย่างประหลาด
...
"จำเราไม่ได้แล้วเหรอ?"
เอ๋ ใครหว่า ผมเคยสนิทกะคนน่ารักแบบนี้ด้วยเรอะ ปกติจะเป็นสาวห้าวทอมบอยผมยังไม่กล้าคุยด้วยเลย
เธอหยิบปากกากับกระดาษออกมาจากกระเป๋า แล้ววาดอะไรบางอย่าง ก่อนที่จะยื่นให้ผมดู
"งั้นจำนี่ได้ใหม"
...
ในกระดาษแผ่นนั้น
...
เป็นรูปดอกไม้
...
ที่ผมเคยเห็นมันเมื่อนานมาแล้ว
".....เหมียว ใช่มั้ย" ผมจำได้แล้ว เธอคือคนที่สอนผมว่าการวาดรูปคือเวทย์มนต์นี่เอง
"ดีใจจัง จำได้ด้วย" เหมียวหัวเราะคิกๆ
ผมรู้สึกว่าในตัวผมมันอบอุ่นขึ้นมา เหมือนบางอย่างที่ผมโหยหามาตลอดมันมาปรากฏต่อหน้าผมแล้ว
"นายอ่านเมล์ฉบับนั้นแล้วสินะ" เหมียวยิ้มด้วยรอยยิ้มที่คุ้นเคยแล้วถามผม
"ก็ อ่านแล้วนะ" ค่อนข้างเขินอยู่แต่ผมก็พอจะสนทนาได้แล้ว
"ดีแล้ว" เธอโยกศีรษะไปมาอย่างร่าเริง
"งั้นฉันจะแสดงให้นายดูว่า จิตรกรคือจอมเวทย์จริงๆ"
...
"เอ๋" เอาแล้วสิ เจอแบบนี้ก็งงเต้กดิ หรือจะมีกล้องรายการล้อกันเล่นอยู่แถวนี้
"ตามมาสิ" เหมียวจูงมือผมแล้วเดินจ้ำอ้าวอย่างรวดเร็ว
"เฮ้ย เดี๋ยวสิ โธ่..."
--------------------------------------------
"ที่นี่แหละ" เหมียวหยุดที่น้ำพุกลางลานกว้างของศูนย์การค้าแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากร้านกาแฟนัก
"แล้วมาที่นี่ทำไมเหรอ" ผมถามอย่างสงสัย
...
..
.
"มาแล้ว"
"อะไรมา" ผมยิ่งงุนงงมากกว่าเดิม
โครม !!!!
"เสียงอะไรน่ะ ?" ผมมองไปรอบๆ มีบางสิ่งผิดปกติ ผู้คนรอบๆเริ่มเดินออกห่างจากที่นี่
เหมือนมีบางอย่างผลักดันพวกเขาให้เดินออกไป
"มันคือ Artless" เหมียวพูดขึ้นมา
"Artless ?"
"นายเคยใหมล่ะ เวลาที่อยู่ดีๆก็ไม่อยากจะอยู่ในที่บางที่หรืออยู่ใกล้บางอย่างขึ้นมา เหมือนว่าถ้าอยู่แล้วจะไม่มีความสุขน่ะ" เหมียวถาม
"อย่างเช่นห้องเรียนวิชาคณิตเรอะ?" นั่นเป็นที่แรกที่ผมนึกออก
"เพราะว่ามีคนที่รู้สึกไม่มีความสุขขึ้นมาน่ะสิ Artless เกิดขึ้นมาจากความทุกข์ของผู้คนไงล่ะ"
"แล้วไอ้ Artless มันคืออะไรน่ะ" ผมสงสัย
วูบ
บรรยากาศรอบๆเริ่มเปลี่ยนไป ทุกคนที่อยู่รอบๆหยุดนิ่งเหมือนเวลาหยุดลง รอบๆที่นี่กลายเป็นสีขาวดำซีดๆ
และเริ่มแตกสลายเหมือนกับเวลาที่เอายางลบๆรูปที่วาดขึ้นออกไป
"นี่มันอะไรเนี่ย" รอบๆตัวผมตอนนี้มีสิ่งมีชีวิตประหลาดที่เหมือนสุนัขสีดำเดินเพ่นพ่าน
พวกมันมีดวงตาสีแดงสดและจ้องมาทางผมกับเหมียว
"ระวังนะ ถ้าถูกพวกมันกัดเราจะค่อยๆกลายเป็นสีขาวดำและแตกสลายเหมือนกับรอบๆนี่แหละ"
"แล้วจะทำไงล่ะ" ผมนั้นเป็นคนที่ค่อนข้างใจเย็นจึงไม่แตกตื่นในเรื่องนี้มากนัก
"บันดาลสิ่งที่จะต่อสู้กับมันขึ้นมาสิ" เหมียวยื่นดินสอแท่งหนึ่งให้ผม
มันเป็นดินสอแบบกดที่ตรงปลายมีกระดิ่งสีทองห้อยอยู่
ก่อนที่ผมจะทันถามอะไร เหมียวก็ใช้ดินสอแบบเดียวกันอีกแท่งวาดอะไรบางอย่างขึ้นบนอากาศที่ว่างเปล่า
น่าแปลกที่มีเส้นสีทองออกมาตามที่เธอลากเส้น และเมื่อเธอวาดเสร็จ ก็พูดประโยคหนึ่งขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง
"ศิลป์ศาสตรา !!"
รูปของไม้เท้ายาวรูปร่างแปลกๆแต่เท่ค่อยๆมีรูปร่างขึ้นมา และกลายเป็นไม้เท้าจริงไปในที่สุด
"เธอทำได้ไงน่ะ" ผมได้แต่อ้าปากค้าง
ก่อนที่จะทันได้ถามอะไร ฝูงหมาก็พุ่งเข้ามายังพวกผม
เหมียวเองก็พุ่งเข้าหาพวกฝูงหมาแล้วฟาดฟันฝูงหมาดำพวกนั้นด้วยไม้เท้ายาวจนแตกกระเจิงอย่างเก่งกาจเหลือเชื่อ
จนดูเหมือนทั้งหมดที่ผมเห็นเป็นเพียงฝันเพ้อเจ้อ
แต่พอผมหยิกแขนตัวเอง มันก็เจ็บนี่หว่า
"แปลว่าผมไม่ได้ฝัน แล้วมันเกิดขึ้นได้ไงเนี่ย" ผมได้แต่ยืนมึนงง
"ถ้าฉันอธิบายตอนนี้มันจะยาวมาก นายรีบวาดอาวุธที่จะใช้สู้กับมันขึ้นมาดีกว่า"
เหมียวพูดขณะที่ไล่ฟาดฟันฝูงหมาพวกนี้
"เอ ก็ได้" ผมวาดอาวุธที่เท่าที่จะนึกออกตอนนี้ มันคือดาบคาตาน่าเล่มยาวที่ผมมักจะวาดบ่อยๆ
ดาบนั้นค่อยๆกลายเป็นของจริง และตัวผมเองก็กำดาบนั่นไว้ทันทีโดยไม่ได้ตั้งใจ
"แล้วผมจะใช้มันยังไงล่ะ"
"เท่าที่นายจะจินตนาการได้" เหมียวหันมาบอกผม
และสิ่งที่ผมเห็นตรงหน้าคือเธอกำลังจะถูกหมาตัวหนึ่งกระโจนเข้าหมายจะกัดให้จมเขี้ยว
ฉับ !!!!
เพียงเสี้ยววินาที ผมดึงมันออกจากฝักแล้วสับหมาปีศาจนั่นออกเป็น 2 ท่อน
ก่อนที่มันจะสลายไปเหมือนเป็นแค่สายลม
ยังไม่ทันที่จะงงว่าทำได้ยังไง พวกหมาอีก 4-5 ตัวก็พุ่งเข้ามาหาผม
น่าแปลกที่ไม่มีตัวใหนทำอันตรายผมก่อนที่ผมจะสับพวกมันก่อนแม้แต่ตัวเดียว
เหมือนกับฝัน ผมสามารถที่จะวิ่งได้เร็ว กระโดดสูง ฟาดฟันดาบได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนที่จินตนาการไว้
นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ผมถามตัวเองอยู่ตลอดขณะที่ไล่ฟาดฟันหมาปีศาจพวกนี้จนสูญสลายไปเรื่อยๆ
ในเวลาไม่นานนัก พวกมันก็สลายไปจนหมด
สถานที่รอบๆตัวผมค่อยๆกลับเป็นสภาพเดิมอย่างรวดเร็ว เวลาเริ่มเดินอีกครั้ง และผู้คนก็เริ่มเดินผ่านกันขวักไขว่
อาวุธในมือผมและไม้เท้าของเหมียวก็หายไปด้วย
----------------------------------------------------
ที่นั่งตัวเดิมในร้านกาแฟ
"ขอโทษนะที่ทำให้ตกใจ" เหมียวก้มหัวขอโทษผมปะหลกๆ
"ช่วยเล่าหน่อยได้มั้ยว่าเมื่อกี๊มันเรื่องอะไรกัน" ผมที่ยังสับสนงงงวยถามหาความกระจ่าง
"คือ เจ้าพวกเมื่อกี๊นั่นแหละคือ Artless มีน้อยคนที่จะรู้จักมัน
แต่มันก็ทำให้เกิดความเสียหายหลายอย่างขึ้นบนโลกนี้มาก ไม่ว่าจะทำให้เกิดสงคราม ภัยพิบัติ"
เหมียวเริ่มอธิบาย
"ทุกอย่างที่พวกมันกัดกิน แม้ว่าพวกมันกัดกินจนหมดแต่เมื่อเวลากลับคืนก็ไม่สึกหรอ
แต่จะกลายเป็นสิ่งอัปมงคลไป เราจึงคิดหาทางกำจัดมัน ในที่สุดก็ค้นพบเวทย์มนต์แขนงหนึ่งที่เรียกว่า Art
Magic ขึ้น"
"แปลว่าเวทย์มนต์มันมีจริงๆเหรอ" ถึงจะเห็นกับตาแต่ก็ไม่อยากเชื่ออยู่ดี
"ก็เมื่อ 12 ปีก่อนฉันเคยบอกนายไปแล้วนี่นา" เหมียวยิ้มตอบ
"ทีนี้ก็เลยมีการก่อตั้งกลุ่มที่ชื่อ Neophilia ขึ้น เพื่อใช้เวทย์มนต์จัดการกับพวก Artless อย่างลับๆ"
"แปลว่าเธอก็เป็นคนหนึ่งใน Neophilia สินะ" ผมเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว "แล้วทำไมถึงบอกเรื่องนี้กับผมล่ะ"
"ก็..."
"นายเป็นคนที่เชื่อว่าการวาดรูปคือเวทย์มนต์เหมือนกันนี่นา" เธอยิ้ม
...
..
.
แล้วเรื่องราวการเป็นจอมเวทย์ของผมก็ได้เริ่มขึ้นนับตั้งแต่นั้นมา
-----------------------------------------
End Chapter 1
-----------------------------------------
เอิ้ว แต่งเสร็จซะที = ="
เอ้า อ่านแล้วก็คอมเมนต์กันด้วยก็ดีนะหงิง =w=/
ถ้าไม่ตายจะเขียนตอนหน้าอีกหงิง orz