Help - Search - Member List - Calendar
Full Version: Neophilia : The story of magical artist
Viewmix Community > Stage > Fiction Library
nekoma


จิตรกรคือจอมเวทย์

คุณเคยสงสัยใหม ว่าทำไมแค่กระดาษขาวๆแผ่นนึงกับดินสออีกแท่งหนึ่ง

สามารถบันดาลสิ่งต่างๆขึ้นมาได้หลากหลาย

ไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่อง ผู้คนหลากหลาย สิงสาราสัตว์ต่างๆนาๆ

และจิตรกรสามารถบันดาลมันขึ้นมา จากกระดาษขาวๆที่ว่างเปล่า

กลับกลายเป็นความมหัศจรรย์ที่ทำให้ผู้ที่ได้ชมมันกลับเกิดอารมณ์ความรู้สึกต่างๆนาๆได้หลากหลาย

มันก็ไม่ต่างจากเวทย์มนต์มิใช่หรือ
แล้วเหตุใดคุณจึงเรียกร้องหาเวทย์มนต์อีก ในเมื่อคุณสามารถใช้เวทย์มนต์ได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว

เวทย์มนต์ที่จะสร้างทุกอย่างขึ้นมาได้บนกระดาษขาวๆที่ว่างเปล่ายังไงล่ะ

--------------------------------------------
QUOTE

Nekoma Present



เรื่องราวของจิตรกรเวทย์มนต์ที่สร้างความสุขขึ้นมาจากความว่างเปล่า


Neophilia : The story of magical artist


--------------------------------------------

เรื่องราวมันเริ่มขึ้นเมื่อ 12 ปีที่แล้ว

คลองแห่งหนึ่งซึ่งลาดลงมาจากถนน และมีหญ้าขึ้นเขียวชอุ่มไปตลอดทาง ที่นั้นมีเด็กอายุราวๆ 2-3

วิ่งเล่นไปมาอย่างสนุกสนาน

"นี่ รู้รึเปล่า ว่าคนเราสามารถใช้เวทย์มนต์ได้ทุกคนเลยล่ะ" เด็กผู้หญิงคนหนึ่งได้พูดไว้กับผม

เธอเป็นเพื่อนกับผมเมื่อไม่นานมานี้

เพราะผมไปช่วยเธอไว้จากการจมน้ำ

"หมายความว่าเธอก็ใช้เวทย์มนต์ได้ด้วยเหรอ?" ผม ขณะนั้นอายุได้ 5 ขวบ เอ่ยขึ้นอย่างสงสัย

"งั้นดูนี่นะ" เธอหยิบกระดาษกับสีเทียนออกมา แล้วเริ่มวาดรูปบางรูปลงบนกระดาษ

"เห็นมั้ย แค่นี้ก็สามารถเสกดอกไม้ขึ้นมาได้ดอกนึงแล้ว"

เธอยื่นกระดาษที่มีรูปดอกไม้สีแดงให้กับผมพร้อมกับยิ้มแย้ม

"โธ่ เรานึกว่าจะใช้เวทย์มนต์จริงๆซะอีก..." ผมบ่นอย่างน้อยใจ

เธอยิ้มแล้วตอบกลับมา

"ใครว่า เนี่ยแหละเวทย์มนต์ เธอจะสร้างอะไรขึ้นมาก็ได้แค่มีสีเทียนกับกระดาษ

แล้วไม่เหมือนเวทย์มนต์ตรงใหนล่ะ!"

ผมหัวเราะอย่างร่าเริงแล้วตอบกลับ "นั่นซินะ"

....

...

..

.

------------------------------------------------------

บนถนนที่แน่นขนัดไปด้วยรถติดอันเป็นเรื่องธรรมดาๆของเมืองใหญ่ในเวลายามเย็นที่

ผู้คนเลิกงานกลับบ้าน และเด็กๆก็กลับจากโรงเรียน

ผม จ๊อด เด็กหนุ่ม ม.ปลาย หัวกระเซิงเหมือนไม่ได้หวี สวมแว่นกรอบดำหนา เสื้อผ้ายับยู่ยี่

เดินทอดน่องไปตามถนนอย่างเรื่อยเปื่อย

วันนี้ก็เหมือนทุกๆวัน กลับบ้านไปก็ต้องออกไปทำงานพิเศษที่ร้านเน็ตของอาที่อยู่หน้าปากซอย

เสร็จแล้วก็กลับมานอนอืดที่หอ

ชีวิตช่างน่าเบื่อ

ความจริงจ๊อดไม่ใช่ชื่อเล่นจริงๆผมหรอก แต่เพื่อนๆเรียกด้วยชื่อนี้จนดูเหมือนเป็นชื่อเล่นจริงๆของผมไปแล้ว

คงเป็นเพราะนิสัยเฮฮาบ้าบอผิดปกติชนของผมล่ะมั้ง

ผมแบกกระเป๋าเดินขึ้นบันไดหอพักไปยังชั้น 2 แล้วเปิดประตูห้อง 2-3 ตามด้วยโยนกระเป๋าขึ้นไปบนเตียง

ห้องของผมนั้นเป็นห้องที่รกมากๆ เต็มไปด้วยกระดาษที่ขว้างทิ้งและหนังสือต่างๆนาๆเต็มไปหมด

บนโต๊ะก็เต็มไปด้วยกระดาษ

ผมชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็กๆ พอโตขึ้นมาก็หัดวาดอยู่ตลอด ด้วยความที่ชอบเรื่องวาดๆเขียนๆ

เลยอยากจะทำอาชีพเกี่ยวกับกราฟฟิก

แต่ก็นะ ฝีมือระดับผมไม่ถึงขั้นมืออาชีพ ยังต้องฝึกอีกเยอะ

ผมทิ้งตัวลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะ ทุกวันผมจะใช้คอมในการสนทนากับเพื่อนในเน็ตบ้าง เล่นเกมบ้าง

โพสต์รูปวาดตามเว็บบอร์ดบ้าง แล้วแต่อารมณ์

วันนี้ผมนึกครึ้มเกิดอยากเช็คเมล์ แต่พอเปิดรายชื่อเมล์ขึ้นมาก็ เหมือนเดิม มีแต่เมล์ขยะกับเมล์ชวน Hi5

ของเพื่อนๆ

แต่มีฉบับหนึ่งที่ดูแปลกไปจากทุกวัน

'จิตรกรคือจอมเวทย์'

เอ๊ะ ทำไมถึงมีเมล์แปลกๆแบบนี้ส่งมาได้ล่ะ ใครส่งมาล่ะเนี่ย

เมล์ฉบับนี้ไม่ระบุชื่อผู้ส่ง ในเนื้อหาของมันมีใจความว่า

QUOTE
'ในที่สุดฉันก็หานายเจอจนได้นะ

  นายยังจำสัญญาเมื่อ 12 ปีก่อนได้มั้ย

  ถ้ายังจำได้ วันนี้หลังงานพิเศษของนาย

  เจอกันที่หน้าที่ทำงานของนายแล้วกัน'


"หืม เมื่อ 12 ปีก่อนเหรอ" ผมเกาหัวแกรกๆ "นานขนาดนั้นใครจะจำ...."

จู่ๆภาพๆหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว

เด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งกำลังจะย้ายบ้านไปที่อื่น และผมกำลังร่ำลากับเธออยู่

"เธอจะกลับมาอีกใหม" ผมถามอย่างห่วงหาแบบเด็กๆ

"ไม่รู้สิ แต่อย่าลืมสิว่าเราเป็นเพื่อนกัน เดี๋ยวก็ได้เจอกันอีกแน่ๆ" เด็กหญิงคนนั้นยิ้ม

"นั่นสินะ" อ้าว ร้องให้ซะแล้ว ตัวผมในตอนเด็กนี่ขี้แยสิ้นดีเลยนะ

"...อย่าร้องสิ" เด็กผู้หญิงคนนั้นน้ำตาเริ่มคลอ "เอาแบบนี้ เดี๋ยวฉันจะกลับมาอีกนะ จะกลับมาหาเธอแน่นอน"

"สัญญานะ?"

"แต่นายต้องสัญญาก่อนนะ ว่าเมื่อถึงวันนั้นนายต้องฝึกใช้ "เวทย์มนต์" ให้เก่งๆ แล้วมาอวดฉัน"

เด็กหญิงยื่นนิ้วก้อยออกมา

ผมในตอนเด็กๆปาดน้ำตาแล้วเกี่ยวก้อยกับเธอ "ได้สิ ฉันจะเป็นจอมเวทย์ที่เก่งกาจให้ดู"

...

..

.

"บ้าจริง" ผมหยิบผ้าเช็ดแว่นมาเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมานิดๆ "อะไรของตูเนี่ย อยู่ดีๆก็น้ำตาไหล ไม่ไหวเลย"

"ไปทำงานพิเศษดีกว่า สายแล้วด้วย" ผมมองนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาว่าเกือบๆจะ 6 โมงแล้ว

แล้วผมก็ลืมเมล์นั่นไปทั้งๆที่เพิ่งเปิดมันอ่านเมื่อครู่นี้เอง

--------------------------------------------

เวลาราวๆ 2 ทุ่ม

"กลับก่อนนะอาแมน" ผมเดินไปบอกเจ้าของร้านเน็ต ซึ่งเป็นอาแท้ๆของผมเอง

"เออ เอาเกมนี้ไปลองเล่นด้วยดิ อายังไม่มีเวลาเล่นเลย" อายื่นกล่องใส่แผ่น DVD เกมๆหนึ่งมาให้ผม

เป็นประจำที่ถ้าอาซื้อเกมใหม่มาก็มักจะให้ผมทดลองเล่นก่อน เพราะตัวอาก็ไม่ค่อยมีเวลาเล่น

"คร้าบๆ แล้วถ้าเป็นไงจะกลับมาเล่าให้ฟัง" ผมหย่อนกล่องเกมลงในกระเป๋า แล้วสะพายมันเดินออกจากร้าน

หน้าร้านอามีร้านขายกาแฟรถเข็นตั้งอยู่ มีคนมานั่งกินกันอยู่เยอะพอควร

ด้วยความที่ผมก็อยากจะกินโกโก้สักแก้วจึงเดินไปสั่งที่รถแล้วมองหาโต๊ะ

วันนี้ท่าทางจะขายดีพอสมควร เพราะมีคนมานั่งกันเต็มทุกโต๊ะ

ยกเว้นโต๊ะหนึ่งที่มีสองเก้าอี้และมีเก้าอี้หนึ่งว่างอยู่

"ขอนั่งด้วยดิ"

"ค่ะ"

หวาย ผู้หญิงนี่หว่า เห็นใส่เสื้อฮู้ดบังหน้าบังตากางเกงสามส่วนนึกว่าเด็กฮิพที่ใหน ไอ้ผมมันก็ยิ่งแพ้ๆผู้หญิงอยู่

ตั้งแต่เด็กยันโตถ้าไม่สนิทกับผู้หญิงคนใหนนี่เวลาอยู่ต่อหน้าจะพูดไม่ออกทันที

เพราะงี้แหละผมถึงไม่มีแฟนกะเค้าซักที

ด้วยเหตุนี้ผมจึงนั่งซดโกโก้สวมหูฟังชมวิวบนท้องถนนที่มีแสงสีและรถขวักไขว่

พยายามหลีกเลี่ยงการสนทนากับเพื่อนร่วมโต๊ะ

...

..

.

"นี่"

"อ๋า! ครับๆๆ" ด้วยความตกใจผมเกือบทำแก้วโกโก้หล่น

คนทักซึ่งก็คือเด็กสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับผมเนี่ยแหละ หัวเราะคิกๆ

เธอถอดฮู้ดพาดหลังออก เป็นเด็กสาวผมสั้นท่าทางมั่นๆแต่น่ารักพอสมควร

ไอ้กระผมมันก็พวกไม่ถูกกะเรื่องแนวจีบสาวเลยค่อนข้างประหม่า

"มี...มีอะไรเหรอครับ" กว่าจะหลุดออกมาจากปากได้ช่างยากเย็น

เธอมองผมซักพัก แล้วก็ยิ้มให้ เป็นรอยยิ้มที่คุ้นเคยอย่างประหลาด

...

"จำเราไม่ได้แล้วเหรอ?"

เอ๋ ใครหว่า ผมเคยสนิทกะคนน่ารักแบบนี้ด้วยเรอะ ปกติจะเป็นสาวห้าวทอมบอยผมยังไม่กล้าคุยด้วยเลย

เธอหยิบปากกากับกระดาษออกมาจากกระเป๋า แล้ววาดอะไรบางอย่าง ก่อนที่จะยื่นให้ผมดู

"งั้นจำนี่ได้ใหม"

...

ในกระดาษแผ่นนั้น

...

เป็นรูปดอกไม้

...

ที่ผมเคยเห็นมันเมื่อนานมาแล้ว

".....เหมียว ใช่มั้ย" ผมจำได้แล้ว เธอคือคนที่สอนผมว่าการวาดรูปคือเวทย์มนต์นี่เอง

"ดีใจจัง จำได้ด้วย" เหมียวหัวเราะคิกๆ

ผมรู้สึกว่าในตัวผมมันอบอุ่นขึ้นมา เหมือนบางอย่างที่ผมโหยหามาตลอดมันมาปรากฏต่อหน้าผมแล้ว

"นายอ่านเมล์ฉบับนั้นแล้วสินะ" เหมียวยิ้มด้วยรอยยิ้มที่คุ้นเคยแล้วถามผม

"ก็ อ่านแล้วนะ" ค่อนข้างเขินอยู่แต่ผมก็พอจะสนทนาได้แล้ว

"ดีแล้ว" เธอโยกศีรษะไปมาอย่างร่าเริง

"งั้นฉันจะแสดงให้นายดูว่า จิตรกรคือจอมเวทย์จริงๆ"

...

"เอ๋" เอาแล้วสิ เจอแบบนี้ก็งงเต้กดิ หรือจะมีกล้องรายการล้อกันเล่นอยู่แถวนี้

"ตามมาสิ" เหมียวจูงมือผมแล้วเดินจ้ำอ้าวอย่างรวดเร็ว

"เฮ้ย เดี๋ยวสิ โธ่..."

--------------------------------------------

"ที่นี่แหละ" เหมียวหยุดที่น้ำพุกลางลานกว้างของศูนย์การค้าแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากร้านกาแฟนัก

"แล้วมาที่นี่ทำไมเหรอ" ผมถามอย่างสงสัย

...

..

.

"มาแล้ว"

"อะไรมา" ผมยิ่งงุนงงมากกว่าเดิม

โครม !!!!

"เสียงอะไรน่ะ ?" ผมมองไปรอบๆ มีบางสิ่งผิดปกติ ผู้คนรอบๆเริ่มเดินออกห่างจากที่นี่

เหมือนมีบางอย่างผลักดันพวกเขาให้เดินออกไป

"มันคือ Artless" เหมียวพูดขึ้นมา

"Artless ?"

"นายเคยใหมล่ะ เวลาที่อยู่ดีๆก็ไม่อยากจะอยู่ในที่บางที่หรืออยู่ใกล้บางอย่างขึ้นมา เหมือนว่าถ้าอยู่แล้วจะไม่มีความสุขน่ะ" เหมียวถาม

"อย่างเช่นห้องเรียนวิชาคณิตเรอะ?" นั่นเป็นที่แรกที่ผมนึกออก

"เพราะว่ามีคนที่รู้สึกไม่มีความสุขขึ้นมาน่ะสิ Artless เกิดขึ้นมาจากความทุกข์ของผู้คนไงล่ะ"

"แล้วไอ้ Artless มันคืออะไรน่ะ" ผมสงสัย

วูบ

บรรยากาศรอบๆเริ่มเปลี่ยนไป ทุกคนที่อยู่รอบๆหยุดนิ่งเหมือนเวลาหยุดลง รอบๆที่นี่กลายเป็นสีขาวดำซีดๆ

และเริ่มแตกสลายเหมือนกับเวลาที่เอายางลบๆรูปที่วาดขึ้นออกไป

"นี่มันอะไรเนี่ย" รอบๆตัวผมตอนนี้มีสิ่งมีชีวิตประหลาดที่เหมือนสุนัขสีดำเดินเพ่นพ่าน

พวกมันมีดวงตาสีแดงสดและจ้องมาทางผมกับเหมียว

"ระวังนะ ถ้าถูกพวกมันกัดเราจะค่อยๆกลายเป็นสีขาวดำและแตกสลายเหมือนกับรอบๆนี่แหละ"

"แล้วจะทำไงล่ะ" ผมนั้นเป็นคนที่ค่อนข้างใจเย็นจึงไม่แตกตื่นในเรื่องนี้มากนัก

"บันดาลสิ่งที่จะต่อสู้กับมันขึ้นมาสิ" เหมียวยื่นดินสอแท่งหนึ่งให้ผม

มันเป็นดินสอแบบกดที่ตรงปลายมีกระดิ่งสีทองห้อยอยู่

ก่อนที่ผมจะทันถามอะไร เหมียวก็ใช้ดินสอแบบเดียวกันอีกแท่งวาดอะไรบางอย่างขึ้นบนอากาศที่ว่างเปล่า

น่าแปลกที่มีเส้นสีทองออกมาตามที่เธอลากเส้น และเมื่อเธอวาดเสร็จ ก็พูดประโยคหนึ่งขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง

"ศิลป์ศาสตรา !!"

รูปของไม้เท้ายาวรูปร่างแปลกๆแต่เท่ค่อยๆมีรูปร่างขึ้นมา และกลายเป็นไม้เท้าจริงไปในที่สุด

"เธอทำได้ไงน่ะ" ผมได้แต่อ้าปากค้าง

ก่อนที่จะทันได้ถามอะไร ฝูงหมาก็พุ่งเข้ามายังพวกผม

เหมียวเองก็พุ่งเข้าหาพวกฝูงหมาแล้วฟาดฟันฝูงหมาดำพวกนั้นด้วยไม้เท้ายาวจนแตกกระเจิงอย่างเก่งกาจเหลือเชื่อ

จนดูเหมือนทั้งหมดที่ผมเห็นเป็นเพียงฝันเพ้อเจ้อ

แต่พอผมหยิกแขนตัวเอง มันก็เจ็บนี่หว่า

"แปลว่าผมไม่ได้ฝัน แล้วมันเกิดขึ้นได้ไงเนี่ย" ผมได้แต่ยืนมึนงง

"ถ้าฉันอธิบายตอนนี้มันจะยาวมาก นายรีบวาดอาวุธที่จะใช้สู้กับมันขึ้นมาดีกว่า"

เหมียวพูดขณะที่ไล่ฟาดฟันฝูงหมาพวกนี้

"เอ ก็ได้" ผมวาดอาวุธที่เท่าที่จะนึกออกตอนนี้ มันคือดาบคาตาน่าเล่มยาวที่ผมมักจะวาดบ่อยๆ

ดาบนั้นค่อยๆกลายเป็นของจริง และตัวผมเองก็กำดาบนั่นไว้ทันทีโดยไม่ได้ตั้งใจ

"แล้วผมจะใช้มันยังไงล่ะ"

"เท่าที่นายจะจินตนาการได้" เหมียวหันมาบอกผม

และสิ่งที่ผมเห็นตรงหน้าคือเธอกำลังจะถูกหมาตัวหนึ่งกระโจนเข้าหมายจะกัดให้จมเขี้ยว

ฉับ !!!!

เพียงเสี้ยววินาที ผมดึงมันออกจากฝักแล้วสับหมาปีศาจนั่นออกเป็น 2 ท่อน

ก่อนที่มันจะสลายไปเหมือนเป็นแค่สายลม

ยังไม่ทันที่จะงงว่าทำได้ยังไง พวกหมาอีก 4-5 ตัวก็พุ่งเข้ามาหาผม

น่าแปลกที่ไม่มีตัวใหนทำอันตรายผมก่อนที่ผมจะสับพวกมันก่อนแม้แต่ตัวเดียว

เหมือนกับฝัน ผมสามารถที่จะวิ่งได้เร็ว กระโดดสูง ฟาดฟันดาบได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนที่จินตนาการไว้

นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ผมถามตัวเองอยู่ตลอดขณะที่ไล่ฟาดฟันหมาปีศาจพวกนี้จนสูญสลายไปเรื่อยๆ

ในเวลาไม่นานนัก พวกมันก็สลายไปจนหมด

สถานที่รอบๆตัวผมค่อยๆกลับเป็นสภาพเดิมอย่างรวดเร็ว เวลาเริ่มเดินอีกครั้ง และผู้คนก็เริ่มเดินผ่านกันขวักไขว่

อาวุธในมือผมและไม้เท้าของเหมียวก็หายไปด้วย

----------------------------------------------------

ที่นั่งตัวเดิมในร้านกาแฟ

"ขอโทษนะที่ทำให้ตกใจ" เหมียวก้มหัวขอโทษผมปะหลกๆ

"ช่วยเล่าหน่อยได้มั้ยว่าเมื่อกี๊มันเรื่องอะไรกัน" ผมที่ยังสับสนงงงวยถามหาความกระจ่าง

"คือ เจ้าพวกเมื่อกี๊นั่นแหละคือ Artless มีน้อยคนที่จะรู้จักมัน

แต่มันก็ทำให้เกิดความเสียหายหลายอย่างขึ้นบนโลกนี้มาก ไม่ว่าจะทำให้เกิดสงคราม ภัยพิบัติ"

เหมียวเริ่มอธิบาย

"ทุกอย่างที่พวกมันกัดกิน แม้ว่าพวกมันกัดกินจนหมดแต่เมื่อเวลากลับคืนก็ไม่สึกหรอ

แต่จะกลายเป็นสิ่งอัปมงคลไป เราจึงคิดหาทางกำจัดมัน ในที่สุดก็ค้นพบเวทย์มนต์แขนงหนึ่งที่เรียกว่า Art

Magic ขึ้น"

"แปลว่าเวทย์มนต์มันมีจริงๆเหรอ" ถึงจะเห็นกับตาแต่ก็ไม่อยากเชื่ออยู่ดี

"ก็เมื่อ 12 ปีก่อนฉันเคยบอกนายไปแล้วนี่นา" เหมียวยิ้มตอบ

"ทีนี้ก็เลยมีการก่อตั้งกลุ่มที่ชื่อ Neophilia ขึ้น เพื่อใช้เวทย์มนต์จัดการกับพวก Artless อย่างลับๆ"

"แปลว่าเธอก็เป็นคนหนึ่งใน Neophilia สินะ" ผมเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว "แล้วทำไมถึงบอกเรื่องนี้กับผมล่ะ"

"ก็..."

"นายเป็นคนที่เชื่อว่าการวาดรูปคือเวทย์มนต์เหมือนกันนี่นา" เธอยิ้ม

...

..

.

แล้วเรื่องราวการเป็นจอมเวทย์ของผมก็ได้เริ่มขึ้นนับตั้งแต่นั้นมา

-----------------------------------------

End Chapter 1

-----------------------------------------

เอิ้ว แต่งเสร็จซะที = ="

เอ้า อ่านแล้วก็คอมเมนต์กันด้วยก็ดีนะหงิง =w=/

ถ้าไม่ตายจะเขียนตอนหน้าอีกหงิง orz
satsuki
อ่านช่วงแรกนึกว่าจะเป็นดราม่านะเนี่ย เกือบคล้อยตามไปแล้ว...

อีกนิดนึงคงซึ้งไปแล้ว ทำไมถึงไม่สะกิดใจกับชื่อเรื่องนะ orz

แต่แต่งได้กระชับอ่านได้ลื่นดีนะแมว
nekoma
[Chapter 1 : Promise]

วันนี้เป็นวันอังคาร

ผมคือ จ๊อด นักเรียนหนุ่ม ม.ปลาย ธรรมดาๆ แว่นกรอบดำหนา

เสื้อผ้าไม่รีดแถมปล่อยชายเสื้อออกนอกกางเกง ซึ่งเป็นนิสัยที่แก้ไม่หายและตัวผมเองก็ไม่คิดจะแก้

จากเมื่อวานที่ผมได้พบกับประสบการณ์หวาดเสียวว่าจะถูกหมาบ้าไล่กัด เหมียว

ผู้ชักนำผมเข้าสู่โลกเวทย์มนต์อันลึกลับมอบเบอร์โทรศัพท์ให้ผมเพื่อที่จะใช้ติดต่อกัน

แน่นอนครับ ผมตัดสินใจว่า จะไม่รับสาย

ใครจะไปผจญกะพวกหมาบ้านั่นอีกหละ ผมไม่ใช่ผู้กล้าซะหน่อย ปล่อยให้พวกจอมเวทย์เขาจัดการกันไปดิ

ขอผมใช้ชีวิตแบบเด็ก ม.ปลาย ธรรมดาๆแหละ ดีแล้ว

ก่อนระฆังเตือนเข้าเรียน ผมนั่งหงายพิงเก้าอี้มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างสบายใจ

ว่ากันว่าคนนั่งริมหน้าต่างมักเรียนไม่เก่ง แต่ก็ถูกของเขาอะนะ

เพื่อนๆต่างก็พูดคุยต่างๆนาๆกันอยู่เป็นกลุ่มๆ ผมเองก็มีกลุ่มของผมเช่นกัน

ตอนนี้พวกมันก็มานั่งอยู่ข้างๆผมเนี่ยแหละ

"เฮ่ย ได้ยินว่าจะมีเด็กใหม่เข้ามาเหรอวะ" ติ๊ก เพื่อนเกลอร่างเล็กแต่ต่อยแรง(เพราะเป็นนักมวยเก่า)เอ่ยนำ

หมอนี่เป็นคนที่หน้าตาก็พอดูได้ แต่แฟนเยอะเพราะคารมณ์ดี

"เออ เค้าว่าเป็นผู้หญิง" แทน สหายหน้าตาเข้มหล่อเหลากล่าวตอบ สำหรับหมอนี่ถึงมันจะหล่อ

แต่มันก็เป็นคนที่นิสัยธรรมดาๆที่สุดในบรรดากลุ่มคนบ้า(รวมทั้งผมด้วย) ของห้อง

"แล้วหน้าตาเป็นไงวะ" แกรม สำหรับหมอนี่ หน้าตาดี แต่ขี้เก็ก

"เฮ่ยเค้าบอกว่าใช้ได้เลยไม่ใช่เหรอวะ" ลิง สหายตัวเตี้ยแต่เป็นคนที่ท่าทางจะนิสัยดีสุดในกลุ่ม

เอ่ยขึ้นมาจากการฟังมาจากปากต่อปาก

"เรื่องนั้นช่างมันเหอะ ไอ้จ๊อดไอ้ติ๊ก เอ็งทำพาวเวอร์พอยต์กลุ่มเราเสร็จยัง" แกรมกล่าวถามสหายร่วมกลุ่ม

เนื่องจากแกรมเป็นคนที่ค่อนข้างสนใจเรียนที่สุดในกลุ่ม

"ส่งตั้งวันจันทร์หน้า รีบไปทำไม" ผมตอบเนือยๆ

"แล้วอย่าลืมแล้วกัน อ้าว จารย์มาว่ะ" แทนพูดจบก็วิ่งเข้าที่นั่งเรียบร้อย คนอื่นๆก็เช่นกัน

ครูเหม่ง เป็นคุณครูสอนสังคมที่ดุแต่ใจดี (เอ๊ะ ยังไง) เดินเข้าห้องมายืนที่โต๊ะอาจารย์

หลังจากนั้นหัวหน้าห้องก็สั่งเคารพอาจารย์

"สวัสดีนักเรียน วันนี้จะมีเด็กใหม่เข้าห้อง คงเป็นที่รู้กันของพวกนักเรียนขี้หลีแล้วใช่มั้ยล่ะ"

อาจารย์พูดเสียงขรึมๆ แต่ทำเอานักเรียนหัวเราะร่วนทั้งห้อง

"เชิญนักเรียนใหม่แนะนำตัวหน่อย"

ผมนั้นเมื่อคืนก็นอนดึกเพราะมัวแต่ทดสอบเกมจนติดลม เลยหลับๆตื่นๆ จนไม่ได้มองหน้าชัดๆ

"เราชื่อ นภา เรียกเหมียวก็ได้นะ"

เหมียว เออ ชื่อคุ้นๆดีเนอะ

...

..

.

เฮ้ย...

ผมเงยหน้าขึ้นไปมอง แล้วสิ่งที่ผมกลัวมันก็เกิดขึ้นจนได้

เหมียว ผู้ชักนำผมเข้าสู่โลกเวทย์มนต์ บัดนี้มาปรากฏตัวอีกครั้งต่อหน้าผมแล้ว

"งั้นเธอไปนั่งข้างๆนายพสุธานะ" เอาแล้วไง จารย์มอบภาระให้กับนายพสุธา หรือไอ้จ๊อดซะแล้ว

แน่นอนด้วยหน้าตาระดับไฮคลาสแบบนี้

เพื่อนชายชีกอและเพื่อนหญิงนิยมวายในห้องมันก็ย่อมเหลียวมองตาปริบๆ

เมื่อได้ยินว่าให้ไปนั่งข้างไอ้จ๊อดทำให้ชีวิตผมยิ่งบรรลัยกว่าเดิมอีก

"เจอกันอีกแล้วนะ" เหมียวยิ้มให้ เป็นรอยยิ้มของสาวน้อยที่น่าหวาดหวั่นแปลกๆล่ะนะ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

และแล้วเวลาการเรียนก็ผ่านไป จนถึงเวลากลางวัน

"เฮ้ยจ๊อด โชคดีเข้ๆเลยว่ะเอ็ง" แกรมแซวด้วยความอิจฉานิดๆ โดยที่ผมตอบในใจว่า โชคร้ายสุดๆเลยตะหาก

"ว่าแต่เค้ารู้จักเอ็งด้วยเรอะ" แทนถามตามมา

"เออ เพื่อนสมัยเด็กๆ"

"วะวะวะวะวะว้าวววส์" ติ๊กอุทานเป็นโฆษณาลูกอมยี่ห้อหนึ่ง

"ไอ้จ๊อดของเราจะมีแฟนเป็นเพื่อนสมัยเด็กหรือเนี่ย น้ำเน่าไม่เบานี่หว่าาา" คุณลิงแซวต่อเป็นคอมโบ

"เรื่องของตูน่า" ตามปกติแล้วน่าจะดีใจ แต่ในสถานการณ์นี้ทำไมดีใจไม่ลงก็ไม่รู้

"จิน อยู่นี่นี่เอง" นั่นปะไร เรียกแมวแมวก็มา

จินเป็นชื่อเล่นเก่าของผมเองครับ แต่ผมว่ามันฟังดูไม่เก๋าเจ๋งเก้งเอ๋งพันธุ์บูลด๊อก เลยชอบชื่อจ๊อดมากกว่า

"มีอะไรล่ะ" ผมถามเนือยๆ

"มาด้วยกันแป๊บนึงดิ" เหมียวคว้ามือผมแล้วจูงมือเดินไปตามระเบียง

"อะนะแน๊ๆๆๆ" เป้นครั้งที่สองแล้วที่ติ๊กเพื่อนรักอุทานกวนบาทหลวง ไว้ก่อนเถอะคุยกันจบเจอเท้าแน่เอ็ง

เหมียวลากผมมาที่โต๊ะหินอ่อนว่างๆ มีคนบางตา หลังอาคารเรียน ผมจึงเริ่มถามก่อน

"ไหงเธอมาเข้าเรียนที่นี่ได้ล่ะเนี่ย"

"คือฉันย้ายมาประจำการแถบนี้แน่นอนแล้วน่ะ เลยต้องย้ายโรงเรียน"

"งั้นมีธุระอะไรล่ะ"

"ก็ ที่ห้องเรียนของนายน่ะ เคยมีพวก Artless มากัดกินไปบางส่วนด้วยน่ะสิ"

"เธอก็จัดการซะสิ ผมไม่เกี่ยวซะหน่อย" อาจจะพูดแรงไป แต่ผมเป็นคนชอบพูดตรงๆ พูดแบบนี้น่าจะดีกว่า

".....จินไม่ชอบเราเหรอ" เหมียวที่ท่าสลดลงไปเล็กน้อย นั่นก็ทำให้รู้สึกผิด แต่ผมตัดสินใจแล้ว

"หน้าที่ปราบพวกนั้นมันเป็นของเธอไม่ใช่หรือไง มารบกวนอะไรกับคนธรรมดาอย่างผมล่ะ"

เพียะ !

เป็นครั้งแรกที่ผมถูกผู้หญิงตบหน้า

"...จำไว้เลยนะ คนบ้า" ยังไม่ทันพูดอะไรเหมียวก็วิ่งลับไปแล้ว ผมได้แต่นั่งรู้สึกผิด แต่ก็นะ

ใครจะไปรบกะหมาพวกนั้นอีก ผมไม่ใช่จอมเวทย์ซะหน่อย

"....จะดีเหรอ" ถึงงั้นผมก็ยังพึมพำคำนี้อยู่

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

ตลอดการเรียนช่วงเย็น เหมียวไม่พูดกับผมเลย ตาเธอแดงนิดๆ ทำให้ผมรู้สึกผิดตลอดเวลา

และเมื่อออดเลิกเรียนดังขึ้น เหมียวก็เดินหายออกไปจากห้อง โดยที่ผมไม่ได้พูดอะไรซักคำเดียว

ทั้งๆที่อยากจะขอโทษ แต่ช่วยไม่ได้ ก็ผมเป็นแค่คนธรรมดานี่นา

ผมไม่เจอเหมียวอีกเลยตลอดเย็น จึงคิดกลับบ้านดีกว่า

ผมแบกกระเป๋าไปตามทางเดิน

'ทำแบบนี้ถูกแล้วเหรอ'

'เธอรอนายมาตลอด 12 ปีเลยนะ'

...

..

.

'นายมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย'

เสียงในหัวผมดังขึ้นเป็นระยะ แล้วไงล่ะ ก็ผมยังไม่อยากตายนี่

ผมโยนกระเป๋าลงบนเตียง เปิดคอมแล้วเปิดเกมที่เล่นต่อจากเมื่อวาน

มันเป็นเกมที่พระเอกของเกมเป็นชายหนุ่มที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆนาๆเพื่อปกป้องสาวน้อยที่เดินทางเพื่อจะกลับบ้าน

...

..

.

ผมทำอะไรอยู่กันแน่

ผมทิ้งให้ผู้หญิงเผชิญอันตรายอยู่คนเดียว

ผมทำร้ายหัวใจของเด็กสาว

ผมมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย

...

..

.

"บ้าเอ๊ย" ในระหว่างที่ความคิดอันขัดแย้งสับสนกันกำลังอาละวาดในหัว ผมก็ได้ตัดสินใจ

ผมคว้ากระเป๋าวิ่งตรงไปที่ร้านอา

"อาแมน วันนี้ลา 1 วันนะ เอ้อ เกมมันส์มาก เดี๋ยวเล่นจบจะเอามาคืนนะอา"

ใช่ ผมตัดสินใจแล้ว

ผมจะปกป้องเธอ

---------------------------------------------------------------------------------------------------

ในที่สุดผมก็มาถึงหน้าห้องเรียนของผม

ใช่ ความรู้สึกนี้แหละที่เหมียวเคยเล่าให้ฟัง ความคิดอันชั่วร้ายถาโถมเข้ามาในจิตใจผม

'ทำไมนายต้องลำบากลำบนเพื่อผู้หญิงคนเดียวด้วยล่ะ'

'นายเป็นแค่คนธรรมดาไม่ใช่เหรอ ปล่อยจอมเวทย์จัดการเองเถอะ'

'ไปให้ห่างๆจากที่นี่ไม่ดีกว่าเหรอ'

"ไม่ได้หรอก..." ผมกัดฟันเอ่ยขึ้นมา

'ทำไมล่ะ'

"ก็เธอรอคอยผมมาตั้ง 12 ปี จะให้ผมทิ้งเธอไปรึไง" ผมพยายามต่อสู้กับความคิดชั่วร้าย

'ก็ช่างเธอสิ เธอนำความเดือดร้อนมาให้นายไม่ใช่เหรอ'

"หนวกหูน่า !!!"

ผมพุ่งเข้าไปในห้องเรียน ทันใดนั้นรอบๆห้องเรียนก็กลายเป็นสีขาวดำ

เหมียวยืนหอบเพราะการต่อสู้อย่างหักโหมเกินไป จำนวนหมาปีศาจในห้องนี้มันมีเยอะเหลือเกิน

"เหมียว เป็นอะไรมั้ย !" เหมียวมองผมด้วยสายตาเย็นชา

แล้วพุ่งเข้าฟาดฟันกับฝูงหมาทั้งๆที่ร่างกายทรุดโทรมหนัก

"เหมียว ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจแบบนั้น" เหมียวไม่ฟังผมอีกแล้ว

เธอฟาดฟันหมาปีศาจด้วยคทายาวอย่างบ้าคลั่ง แต่ร่างกายเธอก็ใกล้จะไม่ไหวเช่นกัน

กร้วม !!!

"อึ๊ก" เหมียวถูกกัดที่ชายโครงเต็มแรง ถึงไม่เกิดบาดแผลแต่ก็ดูท่าทางจะเจ็บปวด

"ส่งดินสอมาให้ผมสิ!"

"ไม่!"

เหมียวมองผมด้วยสายตาเย็นชา แล้วพุ่งเข้าฟาดฟันกับหมาปีศาจต่อ พลางพร่ำถ้อยคำที่เสียดแทงใจให้ผมฟัง

"นี่มันเป็นงานของจอมเวทย์อย่างฉัน นายไม่เกี่ยว รีบไปสิ เดี๋ยวก็เจ็บตัว อึ๊กก..."

หมาปีศาจกัดกร้วมเข้าที่แขนขวาจนไม้เท้าหลุดมือ และตัวที่ขนาดค่อนข้างใหญ่ก็ย่างก้าวเข้าหาเหมียว

"บ้าเอ๊ย !" ผมวิ่งเข้าไปหาเหมียว แต่ก็ถูกหมารุมกัดจนทรุด ถึงไม่มีบาดแผลแต่เจ็บปวดเหลือเกิน

"หนีไปสิ ! นายไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้นะ !"

"ไม่เกี่ยวได้ไงเล่า ก็เราสัญญากันแล้วไม่ใช่เหรอ!!"

กร้วมม

หมาปีศาจตัวยักษ์พุ่งเข้ากัดที่แขนซ้ายของผม แต่นั่นเป็นโอกาสที่ผมจะหยิบดินสอเวทย์มนต์ขึ้นมา

ฉับบ !!!!

เพียงเสี้ยววิ คอของหมาปีศาจยักษ์ก็หลุดออกจากตัว แม้แขนซ้ายของผมจะเจ็บปวด

แต่ก็ประคองร่างของเหมียวเอาไว้ โดยที่มือซ้ายกำดาบญี่ปุ่นไว้แน่น

"ทำไม....." เหมียวพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ผมส่ายหัวเป็นภาษาบอกว่า อย่าพูดมากกว่านี้เลย

"ก็เหมียวสัญญากับผมแล้วไม่ใช่เหรอ" ผมยิ้มให้พร้อมคำตอบ

"ผมจะไม่ให้ผิดสัญญาหรอก"

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ผมเดินโซเซออกมาจากห้องเรียน แบกเหมียวที่ทรุดโทรมเหนื่อยอ่อนจากการต่อสู้กับหมาปีศาจไว้บนหลัง

...

"จิน" เหมียวพูดออกมาเบาๆอย่างอ่อนแรง

"มีอะไรรึ"

"........ขอบคุณนะ"

"แค่นี้เองน่า ก็สัญญากันไว้ไม่ใช่เหรอ" ผมหัวเราะเบาๆ

"งั้นตั้งแต่นี้ไปให้ผมช่วยงานเหมียวด้วยแล้วกันนะ"

เหมียวยิ้ม

"งั้นเราคืนดีกันนะ" เหมียวยื่นนิ้วก้อยออกมา ทำให้ผมคิดถึงตอนเด็กๆ

"ได้สิ ผมจะเป็นจอมเวทย์ที่แข็งแกร่งให้ดู" ผมเกี่ยวก้อย เหมียวหัวเราะเบาๆแล้วก็ผลอยหลับไป

...

..

.

ถึงงั้นก็เหอะ แล้วบ้านเหมียวอยู่ที่ใหนล่ะเนี่ย ?

---------------------------------------------------------------------------------------------------
End Chapter 1
---------------------------------------------------------------------------------------------------

แอบมาอัพดึกๆ หึๆ

ตอนสามก็เร็วๆนี้แหละ ไฟกำลังแรง
satsuki
ไฟลามมาถึงคนอ่านเลยนะ...

นึกว่าจะได้เห็นฉากพระนางงอนกันไปหลายตอน คืนดีกันเร็วจริง ๆ = 3= กลัวไฟหมดล่ะสิ

/me มาโพสเป็นกำลังใจ (มีชั้นคนเดียวเหรอเนี่ย...)
nekoma
[Chapter 2 : Neophilia]

พอรู้สึกตัวอีกที

ผมก็มาอยู่ในห้องโถงของสำนักงาน Neophilia แล้ว

ผม จ๊อด นักเรียนม.ปลายที่ไม่ใช่แค่คนธรรมดาตั้งแต่ได้พบกับเหมียว

ผู้ที่ผมสัญญาไว้เมื่อครั้งยังเป็นเด็กว่าเมื่อพบกับเธออีกครั้งผมจะเป็นจอมเวทย์ที่เก่งกาจ

และในตอนนี้ผมก็ได้เป็นจอมเวทย์ไปจริงๆซะด้วย....

ใครจะไปรู้ล่ะว่าคำพูดที่ว่า การวาดรูปคือเวทย์มนต์ มันจะไม่ใช่แค่คำเปรียบเปรย แต่ดันเป็นเวทย์มนต์จริงๆเสียนี่

การที่ตอนนี้ผมมาอยู่ที่ห้องรับแขกของสำนักงานของจอมเวทย์ได้

มันเริ่มขึ้นจากเมื่อราวๆ 2 ชั่วโมงที่แล้ว เป็นเวลาราวๆ 2 ทุ่ม

-----------------------------------------------------------------------------------------------------

"แล้วบ้านเหมียวอยู่ที่ใหนกันล่ะเนี่ย" ผมบ่นพึมพัม แบกร่างเหมียวที่สลบสไลไม่ได้สติไว้บนหลัง

เหมียวนั้นเหนื่อยอ่อนจากการต่อสู้กับ Artless ผมจึงไม่อยากจะปลุกเธอขึ้นมา เพราะคงเป็นการรบกวนเวลาพักผ่อน

ในที่สุดผม็เดินดุ่มๆอย่างไร้ทิศทางมาที่สนามเด็กเล่นแห่งหนึ่ง

ผมวางร่างเธอลงบนเก้าอี้ม้านั่งสาธารณะ แล้วเช็คของในกระเป๋าเผื่อจะมีเขียนที่อยู่ไว้

แล้วผมก็พบบัตรใบหนึ่งในกระเป๋า ซึ่งมีรูปของเธอด้วย

"No.012 "Sky"
Agent Of Neophilia Group
Address......"

เอ๊ะ มีที่อยู่ด้วย ท่าทางจะเป็นที่อยู่บ้านของเหมียวนะ

อ้าว นี่มันซอยหอพักตูเองนี่หว่า....

เมื่อรู้เช่นนั้น ผมจึงแบกร่างเหมียวแล้วมุ่งตรงไปยังที่อยู่ที่เขียนเอาไว้

----------------------------------------------------------------------------------

แล้วผมก็ถูกเชิญมาที่ห้องโถงใหญ่โดยสาวรับใช้คนหนึ่งที่มาต้อนรับหลังจากผมกดกริ่งหน้าบ้าน

บ้านของเหมียวดูจากภายนอกก็เหมือนบ้านเล็กๆธรรมดา

แต่เมื่อเข้ามา อาจเป็นเพราะอำนาจเวทย์มนต์ ทำให้ภายในบ้านเล็กๆกลายเป็นคฤหาสน์โอ่โถงประดับด้วยพรมสีแดง กระจกบานโต ผ้าม่านหรูหรา

"มาสเตอร์กำลังลงมา คอยสักครู่นะคะ"

"อ...ครับ" ผมตอบอย่างประหม่า นึกว่าจะมีแต่ในการ์ตูนซะอีกที่มีสาวรับใช้ใส่เสื้อผ้าสไตล์โลลิต้าแบบนี้

สาวใช้พาร่างของเหมียวเดินขึ้นไปบนห้องชั้น 2

ประตูบานข้างๆห้องโถงเปิดออก ชายหนุ่มในสูทดำ สวมแว่น ผิวขาวหน้ามนร่างผอมเพรียว เดินออกมาจากห้องโถง หน้าตาหล่อถึงขั้นสาวกรี๊ดได้เลยทีเดียว

เขายิ้มแล้วโค้งให้ผม

"ขอโทษนะคะที่เหมียวสร้างความเดือดร้อนให้"

คะ ? อ้าว ผู้หญิงเหรอเนี่ย จะว่าไปมันก็ไม่แปลกหรอกที่เป็นผู้หญิง แต่แต่งตัวแบบนี้แล้วหล่อกว่าผมอีกนะ

"ดิฉันชื่อเรน เป็นเลขาธิการของหัวหน้าของสำนักงาน Neophillia ค่ะ คุณคือคุณจินใช่ใหมคะ?"

"ค..ครับ"

"ฉันได้ยินเรื่องของคุณมาจากเหมียวแล้วค่ะ ดีจังเลยนะคะที่ได้พบกันตามสัญญา" เธอยิ้ม

"อะ....คงงั้นแหละครับ" การสนทนากับผู้หญิงไม่ใช่เรื่องที่ผมถนัดเลย

แอ๊ด....

ประตูใหญ่ทางด้านหน้าของผมเปิดออก ชายหนุ่มอายุราวๆ 25 คนหนึ่งเดินออกมา เขามีสภาพเหมือนเพิ่งตื่นนอน ชุดพนักงานออฟฟิซที่เขาสวมใส่ยับยู่ยี่

"โทษทีไอ้หนุ่มที่ให้รอนาน" เขายิ้มร่า

"คือเหมียวเขา...."

"ม้าย ไม่ต้องพูด เฮียรู้หมดแล้ว" ชายคนนั้นโบกมือไปมา

"วันนี้ท่าทางจะลำบากกันน่าดูเลยนะ อ้อ...." เขาหยิบบัตรใบหนึ่งออกมาแล้วยื่นให้ผม

"ยินดีต้อนรับนะไอ้เด็กใหม่"

เป็นบัตรแบบเดียวที่ผมเจอในกระเป๋าเหมียว แต่มีรูปของผมติดลงไปแทน และตรงบรรทัดแรกเขียนไว้ว่า No.013 Grave

"ม...มันคืออะไรครับเนี่ย"

"อ้าว ก็บัตรประจำตัวสมาชิกไงเล่า" ชายหนุ่มยิ้มร่า "ก็เอ็งอยากเข้า Neophillia ไม่ใช่เรอะ"

"เอ้อ ผม......" จริงสิ ก็ผมบอกกับเหมียวไว้นี่นาว่าจะเข้าร่วมกับ Neophillia ว่าแต่พวกเขารู้ได้ไงเนี่ย ?

"แล้วก็นี่ ดินสอของเอ็ง"

ดินสอที่ชายหนุ่มมอบให้ผมเป็นดินสอสีดำ รูปร่างเหมือนดินสอเวทย์ของเหมียว เพียงแต่ส่วนที่ห้อยกระดิ่งกลับห้อยกางเขนอันเล็กๆแทน

"หลังเลิกเรียนทุกวันเอ็งต้องแวะมาที่นี่เพื่อประชุม เข้าใจบ่ ?"

"อ่า...ครับ" ผมเออออรับไปตามบท ทั้งๆที่ในความจริงยังคงข้องใจในหลายๆเรื่อง

"งั้นก็ ตูชื่อซัน รหัสว่า Sun ยินดีที่ได้รู้จัก" ชายหนุ่มยื่นมือออกมาตบบ่าผม แล้วเดินหายเข้าห้องไป

........

"อะ เอ่อ...." ผมผงกหัวหงึกให้คุณเรน "งั้นผมกลับบ้านก่อนนะครับ"

"อยู่ที่โรงเรียนก็ช่วยดูแลเหมียวด้วยนะคะ" คุณเรนโค้งให้แล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน

"ค...ครับ"

แล้วผมก็ออกจากสำนักงานมุ่งหน้าตรงไปยังหอพักซึ่งอยู่ไม่ไกล

---------------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ฝนตกตั้งแต่เช้า

หลังจากลุกจากที่นอน ผมก็ล้างหน้าแปรงฟัน คว้าเสื้อผ้ามาใส่ แล้วก็นั่งดูไฟล์มในคอมที่โหลดทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน

ก๊อกๆๆ

"คร้าบ รอแป๊บนึง" ท่าทางจะเป็นเจ้าของหอ ไม่ก็พวกสหายรักในกลุ่มไอ้บ้า

แอ๊ด....

"อ้าว เหมียวเรอะ" ที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้คือเหมียวในชุดกันฝนที่ยืนถือร่ม ยิ้มแฉ่งเหมือนทุกๆครั้ง

"ไปโรงเรียนด้วยกันมั้ยจิน"

"รีบไปแต่เช้าทำไม เพิ่งจะหกโมงครึ่ง" ผมยืนพิงประตูหาวหวอด

"ไม่ได้นะ การไปโรงเรียนแต่เช้าเป็นนิสัยที่ดีของนักเรียน รู้มั้ย"

"จ้า จ้า งั้นรอแป๊บ" ผมคว้ากระเป๋าย่ามมาสะพาย แล้วถือร่มเดินออกไปจากห้อง

ข้างนอกหอมีฝนโปรยปราย ผู้คนออกเดินทางไปทำภารกิจของตัวเองเหมือนปกติ

หน้าปากซอยมีร้านขายโจ๊กที่ผมมานั่งกินประจำอยู่ ซึ่งพอดีเหมียวก็ไม่ได้กินข้าวเช้าที่สำนักงาน เลยมานั่งกินที่นี่เป็นอาหารเช้า

"แล้วแผลเมื่อวานหายแล้วเหรอ" ผมถาม

"แผลที่เกิดจาก Artless แค่สร้างความเจ็บปวดเพื่อให้เกิดความทุกข์ พออารมณ์ดีก็หายแล้วล่ะ" เหมียวยิ้มร่า

"งั้นเหรอ..." ผมยังมีเรื่องค้างคาใจอยู่

"...ขอโทษนะเหมียว เรื่องเมื่อวาน"

"ไม่เป็นไรหรอก" เหมียวยิ้มแล้วโบกมือ "ก็จินเป็นเพื่อนเรานี่นา"

"อืม..." ผมได้ยินก็โล่งใจบ้าง แต่ก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี

"อะน๊ะน๊ะน๊ะนั๊นแน๊~!" เสียงอุทานกวนสตางค์ดังมาแต่ไกล แก๊งไอ้บ้าทั้ง 4 คนมากันพร้อมหน้าพร้อมตา

"แอบมาหลีสาวอยู่นี่เรอะ ร้ายนี่หว่า" แกรมแซว "แถมหลีเด็กใหม่ซะด้วย"

"ไอ้บ้า ตูกะเหมียวเป็นเพื่อนกันมาก่อนเว้ย ไม่ได้หลี"

"แต๋แนแต๋แนแต๋แนแต๋แน"

พลั่ก !

"อ้าวไอ้นี่ เปรี้ยวนี่หว่ามาถีบนักมวย" ติ๊กทำท่ากังฟูเลียนแบบบรู๊ซลี

"หึหึหึ ไม่รู้จักวิชาหมัดเทพอุดรซะแล้ว ฮึ่ย !" ในที่สุดความสงบสุขในยามเช้าก็จบลงเพราะกลุ่มไอ้บ้า.... (รวมถึงผมด้วย)

----------------------------------------------------------------------------------------------

"อ้าว วันนี้ยิ้มแย้มแจ่มใสกันดีนะ" อาจารย์เหม่งหัวใส เดินมาด้วยมาดขรึมๆเช่นเคย

ถูกอย่างที่ว่า ทุกคนในห้องของผมดูยิ้มแย้มแจ่มใส แม้แต่ตัวผมเองยังรู้สึกได้ว่าห้องนี้น่าอยู่ขึ้นเยอะ จากที่เมื่อก่อนรู้สึกอยากออกจากห้องเรียนอยู่ตลอดเวลา

"ยังงี้นี่เองรึ..."

"พวกเราก็เหมือนจิตรกรที่วาดรูปเพื่อสร้างความสุขให้ผู้ชมจากกระดาษที่เคยว่างเปล่าสินะ" ผมถามเหมียว

"ใช่แล้วล่ะ" เหมียวยิ้ม

แล้วการเรียนของวันนี้ก็เริ่มขึ้นอย่างสดใส

-------------------------------------------------------------------------------------------------

ในตอนเย็น

"สวัสดีคร้าบ มีใครอยู่ใหม" ผมพูดขึ้นเสียงดังหลังจากเข้ามาในสำนักงานพร้อมกับเหมียว

"มาสเตอร์ออกไปทำภารกิจค่ะ วันนี้เลยงดประชุม" สาวใช้คนเดิมเดินยิ้มแย้มออกมาจากห้องข้างๆ ในมือ 2 ข้างถือไม้ถูพื้น

"งั้นหรือครับ...."

"แต่มาสเตอร์ฝากนี่ไว้นะคะ"

สิ่งที่ผมกับเหมียวได้รับมาคือสมุดที่เขียนว่า "Art Book" ด้านในมีแต่หน้ากระดาษว่างเปล่า

"ด้านหลังของสมุดมีวิธีใช้อยู่ค่ะ มาสเตอร์ว่ามาอย่างนั้น"

ด้านหลังของสมุดมีวิธีใช้เขียนอยู่จริงๆด้วย มันเขียนไว้ว่า

"How To Use Art Book [วิธีใช้สมุดภาพ]

1.ทุกครั้งที่อยู่ใกล้ๆสถานที่ๆถูกกัดกิน สมุดนี้จะมีรายละเอียดปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษในสมุด

2.ทุกครั้งที่กำจัด Artless ในสถานที่ที่ระบุได้หมด หน้าที่บอกสถานที่จะเปลี่ยนเป็นหน้าว่างพิเศษ ซึ่งใช้ในการวาดอะไรก็ได้ 1 อย่าง

3.สิ่งของที่วาดในหน้าว่างจะสามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลา แม้ไม่ได้อยู่ในห้วงมิติแห่งศิลป์"

"ห้วงมิติแห่งศิลป์?"

"ก็เวลาที่เรากำจัด Artless อยู่จะเกิดห้วงมิติขึ้นมา คนที่อยู่ภายนอกห้วงมิติจะไม่รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไงล่ะ" เหมียวอธิบาย

"แล้วคนที่แทรกผ่านห้วงมิติได้ก็มีแค่พวกเราที่รู้ถึงความมหัศจรรย์ของศิลปะเท่านั้นนะ"

"งั้นหรือ" ผมเข้าใจในเรื่องนี้อีกเรื่องนึงแล้ว

"4.สมุดนี้มีกระดาษ 20 แผ่น แปลว่าหากใช้หน้าว่างครบ 20 แผ่น สมุดนี้จะสมบูรณ์แล้วเปลี่ยนเป็น Art Bible ซึ่งมีหน้ากระดาษไม่จำกัด และสามารถผสานงานกับผู้ใช้ได้อย่างสมบูรณ์"

"เรื่องนี้มาสเตอร์บอกว่าพอครบแล้วจะเข้าใจเองค่ะ" สาวรับใช้ยิ้มพร้อมอธิบาย

"5.รูปที่วาดสมบูรณ์ในหน้าว่างจะไม่สามารถลบออกได้
6.สามารถดูข้อมูลของ Artless แต่ละตนได้โดยการวาดรูปมันลงบนสมุดหน้าที่ว่างๆอยู่ (ยกเว้นหน้าว่างพิเศษ)
7.หน้าอื่นที่ไม่ใช่หน้าว่างพิเศษเมื่อวาดอะไรลงไปมันจะสามารถบอกข้อมูลของสิ่งนั้นๆได้"

"อืม เป็นสมุดที่พิลึกเหลือเชื่อดีแฮะ" ผมบ่นพึมพัมเบาๆ

"รู้มั้ย สมุดเนี่ยจะได้เฉพาะคนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นมืออาชีพเท่านั้นนะ" เหมียวเล่า

"หา จริงดิ ?" ผมตกใจในเรื่องนี้ "แล้วทำไมเขาให้เรามาล่ะ"

"ไม่รู้ แต่ฉันก็อยากได้มันมานานแล้วล่ะ" เหมียวยิ้มอย่างมีความสุขแล้วกอดสมุดเหมือนเด็กได้ตุ๊กตา

เอาเถอะ ถึงผมจะไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงให้มา แต่ก็น่าจะใช้ประโยชน์ได้เยอะเหมือนกัน

"งั้นวันนี้เจอกันหลังฉันเลิกงานนะ จะได้ไปตามหาพวก Artless ต่อ" ผมโบกมือลาเหมียวแล้วเดินออกจากสำนักงาน

"จ้า โชคดีนะ" เหมียวโบกมือให้

---------------------------------------------------------------------------------------------------

ขณะที่จินกำลังเดินกลับหอ บนหอชั้นดาดฟ้า

"อ้าว นั่นมันเจ้าจินนี่นา" บุคคลในเสื้อคลุมชะโงกหน้าลงมาจากดาดฟ้า ในมือเขามีปากกาสีน้ำเงินและมีดาบอันเล็กๆ ห้อยอยู่ท้ายปากกา

"ในที่สุดก็ถึงวันนี้จนได้สินะ"

ชายในเสื้อคลุมเดินหันหลังกลับแล้วบ่นพึมพัม "มีพี่ชายเป็นจอมเวทย์ศิลป์อันดับ 1 แท้ๆ สงสัยต้องเคี่ยวกันหนักหน่อยละม้าง"

แล้วเขาก็กระโดดลงไปจากตึกโดยที่ไม่มีคนสังเกตเห็น....

---------------------------------------------------------------------------------------------------
End Chapter 2
---------------------------------------------------------------------------------------------------

บทนี้....ไม่มีบู๊เลย

เดี๋ยวต้องฟอร์แมตเครื่องอีก เครื่องโดนไวรัสซะขุดไม่ขึ้น กร๊าก

ตอน 4 เร็วๆนี้ (ยังมีไฟอยู่นะเอ็ง)
satsuki
ติดใจจริง ๆ...

แมวเอ้ย

...อยากเห็นหน้าเรนฟ่ะ...
nekoma
[Chapter 3 : Cry]

วันนี้เป็นวันเสาร์

นับตั้งแต่วันที่ได้สมุดมา ผมก็มีหน้าว่างพิเศษเพิ่มมา 3 หน้าแล้ว

และในเวลาตอนเย็นวันนี้ ก็เป็นเหมือนวันก่อนๆ

นั่นคือผมต้องนั่งประชุมงานกับ Neophilia เพื่อวางแผนงานเรื่องต่างๆ

...

..

.

ทำไมวันนี้ทุกคนดูท่าทางหงอยๆ ว่าแต่เหมียวไปใหนนะ

"มาสเตอร์ครับ มีอะไรหรือครับ"

"..."

"ไม่มีอะไรหรอก เหมียวเขาไม่สบายนิดหน่อย วันนี้เธอปฏิบัติงานคนเดียวนะ" มาสเตอร์ตอบเสียงอ่อยๆ

"ครับ" ผมไม่สงสัยอะไรหรอก เพราะการที่คนในบ้านไม่สบายจะให้มารื่นเริงกันก็คงไม่เหมาะ

"สำหรับงานวันนี้ ที่แถบย่านการค้าทางตะวันออก จุด A12 ที่นั่นมีการสงสัยว่าจะมี Artless กัดกินอยู่"

มาสเตอร์กระแอมนิดๆ "ก็ ช่วยไปปฏิบัติงานทีนะ วันนี้เหมียวเขาขอพักวันนึง"

"เหมียวเป็นอะไรมากใหมครับ?"

"ม..ไม่หรอก ไข้หวัดนิดเดียว"

มาสเตอร์หลบตาผม คนอื่นๆเช่นกัน

"งั้นผมขอเข้าเยี่ยม...."

"อย่าเลย" มาสเตอร์รีบห้ามปราม "เขาต้องการพักผ่อน"

เมื่อมาสเตอร์พูดเช่นนั้น ผมคงขัดไม่ได้

ผมเดินออกมาจากสำนักงานของ Neophilia แล้วหันหลังกลับไปดู

"....เหมียวเป็นอะไรมากใหมนะ"

-----------------------------------------------------------------------------------

ณ ย่านการค้า ตำแหน่ง A12

ความจริงที่นี่เป็นย่านการค้าที่มีผู้คนพลุกพล่าน

แต่สำหรับวันนี้ กลับมีคนเดินไปมาบางตา

ผมยังรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่หดหู่

"Artless กัดกินไปเยอะแล้วนะเนี่ย"

ผมเดินเข้าไปกลางลานกว้าง หลับตาลง แล้วใช้หัวใจสัมผัสถึงกระแสอารมณ์ที่ไหลอยู่ในสถานที่นี้

ครืนนน...

ทุกอย่างรอบๆตัวของผมเปลี่ยนไป ผู้คนที่อยู่ในบริเวณกลายเป็นสีขาวดำ

เหมือนกับวิวทิวทัศน์รอบๆตัวผมตอนนี้

มันเป็นสีเทา ดำ ขาว ที่ดูมืดทึม ไร้สีสัน

ไร้ซึ่งความสุข

ผมหยิบดินสอเวทย์มนต์ขึ้นมา วาดรูปดาบบนอากาศ ทุกครั้งที่อยู่ที่นี่ แม้ผมจะวาดรูปที่ซับซ้อนขนาดใหน

ก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที

ดาบญี่ปุ่นยาวเล่มหนึ่งหล่นแผละมาบนมือผมที่กำมันไว้ทันทีเมื่อมันหล่นสู่มือ

กรรร...

เสียงคำรามน่ากลัวดังมาจากรอบๆทิศ วิวทิวทัศน์รอบๆเริ่มบิดเบี้ยวเหมือนมีใครบางคนละเลงภาพจนเละ

สุนัขสีดำตาสีแดงหลายตัวเดินท่อมๆออกมาจากสีดำที่บิดเบี้ยว

มันมองอย่างมุ่งร้ายมาที่ผม

ผมไม่สามารถหลีกเลี่ยงมันได้ เพราะมันหมายถึงชีวิตของสถานที่แห่งนี้จะดับลงด้วยคมเขี้ยวของพวกมัน

ทันทีที่สุนัขตัวหนึ่งกระโจนมา ผมเงื้อดาบแล้วฟาดออกไปในแนวขวางสุดแรง

ฉับบบ

สุนัขสีดำตัวนั้นสลายและปลิวหายไปเหมือนฝุ่นทราย อีกหลายตัวกระโจนเข้าหาผมหมายจะกัดให้จมเขี้ยว

ทว่า ตราบใดที่ผมอยู่ในมิตินี้ ผมจะมีความสามารถดั่งที่ผมจินตนาการไว้

จะมีเพียง 2-3 แผลที่ถูกโจมตีที่จุดอับของสายตา ถึงกระนั้นมันก็ทำให้ผมใจคอไม่ดีขึ้นเรื่อยๆ

บาดแผลของพวกมันไม่สร้างความเสียหายภายนอก แต่จะสร้างความเสียหายให้จิตใจ ถ้าผมโดนโจมตีมากๆ

ก็ตายได้เช่นกัน

ผมควงดาบเข้าฟาดฟันกับพวกหมาปีศาจ ตัวแล้วตัวเล่าที่สูญสลายไป

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เกิดเสียงขึ้นจากดาบที่ฟาดผ่านสายลม

ในที่สุดก็เหลือพวกมันเพียง 4-5 ตัว

"จบสิ้นกันซะที"

กึง !!

...

..

.

ขณะที่ผมกำลังจะฟาดดาบเข้าใส่สุนัขที่มีท่าทางร่อแร่ ก็มีบางอย่างเข้ามาขวางดาบของผมไว้

...

มันเป็นเคียวสีดำ

กับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ใส่ชุดสีดำทั้งตัว และมีปีกสีดำอันใหญ่กางสยายออก ขนนกสีดำปลิวไปทั่ว

เธอนั่งอยู่บนด้ามของเคียวนั้น แล้วหัวเราะหึๆ

"จอมเวทย์คนนี้ยังหนุ่มอยุ่เลยนะ"

อะไรกัน Artless มีที่เป็นรูปร่างคนด้วยหรือ

"เธอเป็นใครกัน" ผมถาม

"อย่าใจร้อน ฉันเป็นแค่คนส่งสาล์น" เธอยิ้ม แล้วโยนจดหมายฉบับหนึ่งมาให้ผม

"นำจดหมายนี้ไปให้นายของเธอ แล้วจะรู้เอง"

"เดี๋ยวสิ...." ผมมีทีท่าสับสนเล็กน้อย "แล้วทำไมคุณถึงมาที่ "ห้วงเวลาแห่งศิลป์" นี้ได้"

"ปีศาจน่ะ ไปได้ทุกที่แหละจ้ะ" เธอยิ้มอย่างมีเลศนัย "อีกไม่นานเธอก็ต้องเจอกับฉันอีก"

"อย่ามายุ่งสิยะ !"

ฉับบบ !!!

เพียงพริบตา เด็กสาวคนนั้นฟาดเคียวสีดำขนาดใหญ่ไปทางกลุ่มหมาปีศาจ

และพวกมันก็สูญสลายไปทั้งหมดในการโจมตีเพียงครั้งเดียว

"ฉันชื่อ ลิลิน จำไว้ให้ดีล่ะ"

ยังไม่ทันที่ผมจะได้ถามอะไร

เด็กผู้หญิงตรงหน้าก็หายไปแล้ว

"คนส่งสาล์น งั้นรึ"

ผมมองจดหมายในมือ เป็นจดหมายซองสีดำมีผนึกรูปกระโหลกปิดไว้ ไม่ว่าผมจะฉีกหรือทำอะไร

ก็ไม่สามารถเปิดมันได้เลย

"เด็กคนนั้นบอกว่า ถ้านำมันไปให้มาสเตอร์ จะรู้เองสินะ"

ผมยัดจัดหมายลงไปในกระเป๋า แล้วทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆตัวก็กลับมามีสีสัน ทุกคนในบริเวณเริ่มยิ้มแย้ม

และมีคนเข้ามาที่ศูนย์การค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ความสุขกลับมาเยือนที่นี่อีกครั้งหนึ่ง

ผมยิ้มเล็กๆที่อย่างน้อยก็ได้ทำให้คนอื่นยิ้มได้

ถ้าโลกนี้มีสีสันอยู่แบบนี้ต่อไปก็ดีสินะ...

---------------------------------------------------------------------------------------

ความจริงผมกะว่าจะกลับไปที่หอแล้วนอนเลย

แต่ก็ยังค้างคาใจเรื่องจดหมาย

ผมจึงมุ่งหน้าไปที่สำนักงาน แล้วกดออด

สาวรับใช้คนเดิมมาต้อนรับด้วยใบหน้าที่ดูเศร้า

เกิดอะไรขึ้นกันแน่

ผมเดินเข้าไปในสำนักงาน มาสเตอร์นั้นรอการกลับมาของผมอยู่แล้ว

เขานั่งอยู่บนโต๊ะรับแขกกลางห้องโถง คุณเรนก็อยู่ที่นี่ แต่ทั้งสองคนดูเศร้าใจ

"มาสเตอร์ครับ"

"อ้าว จินเองหรือ" มาสเตอร์ยืนขึ้น กระแอมเล็กน้อย "มีอะไรหรือ"

"ผมได้จดหมายมาจากคนๆนึงที่ชื่อ ลิลิน ฝากมาให้มาสเตอร์ระหว่างภารกิจครับ"

ผมยื่นจดหมายสีดำให้กับมาสเตอร์

จู่ๆ คุณเรนก็ก้มหน้าฟุบลงบนแขนที่วางแนบโต๊ะ

มาสเตอร์หลับตาลง "มาถึงแล้วสินะ"

ผมที่สับสนกับภาพที่เห็น จึงถามมาสเตอร์ว่า " เรื่องอะไรกันแน่ครับเนี่ย ผมงงไปหมดแล้ว"

"จิน....ถึงเวลาที่เธอจะรู้บางอย่างแล้วนะ"

"อะไรหรือครับ" ผมรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ

"จิน"

...

..

.

"เหมียวเสียชีวิตไปตั้งแต่เมื่อเกือบ 1 เดือนก่อนแล้ว เธอเหลือเวลาบนโลกนี้อีกแค่ 2 วันเท่านั้น"

"...หา?"

ผมได้แต่ยืนอึ้ง

"เสียชีวิต อะไรกัน ก็เธอยังอยู่กับผมเมื่อวานนี่นา"

"จิน....นี่เป็นการฝืนกฏแห่งความตาย" มาสเตอร์อธิบาย

"เหมียวเป็นโรคร้ายมาตั้งแต่ยังเด็กๆแล้ว และเมื่อเธอได้ยินกับหมอที่รักษามาตลอดว่า

อีกไม่กี่วันเธอจะเสียชีวิต เธอได้วาดรูป "สนธิสัญญากับมัจจุราช" ขึ้นมา

โดยวาดให้ยืดอายุของเธอไปอีกหน่อย..."

"...แลกกับการที่เธอจะถูกจองจำอยู่ในความมืดไปตลอดกาล ด้วยโทษของการฝืนกฏแห่งความตาย"

...

..

.


บ้าน่า....เรื่องแบบนี้

ในหัวผมตอนนี้สับสนไปหมด

เมื่อวานเรายังไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะกันอยู่เลยนี่นา

เมื่อวานเธอยังบอกกับผมเลยว่า "ฉันอยากจะทำสมุดให้เป็นสมุดภาพที่สมบูรณ์ให้ได้ จินก็ต้องทำให้ได้นะ"

แล้วทำไม....

"ล้อเล่นกันหรือเปล่าครับมาสเตอร์" ผมพยายามฝืนยิ้ม

"ไม่หรอกจิน นี่เป็นเรื่องจริง" คุณเรนพูดด้วยเสียงที่เหมือนกำลังร้องให้อยู่

"ขอโทษนะที่ฉันไม่รีบบอกนาย" มาสเตอร์ก้มหัวขอโทษผม

...

..

.

สับสนจริงๆ

ในหัวผมตอนนี้มีแต่คำถามมากมาย

แต่คำถามแรกที่หลุดจากปากผมคือ...

"...ทำไมเหมียวถึงต้องทำแบบนั้นล่ะครับ"

"..." มาสเตอร์เงียบไปครู่หนึ่ง

"นั่นเพราะ..."

"....เธอต้องการรักษาสัญญาที่จะมาพบนายอีกครั้งเมื่อ 12 ปีก่อนน่ะสิ"

....

พอแล้ว

ผมไม่ต้องการฟังอะไรอีกแล้ว

พอกันที เรื่องแบบนี้

ผมฝันอยู่ใช่ใหม

ฝันร้ายใช่ใหม

แต่ทำไมผมกัดลิ้นตัวเองแล้วรู้สึกเจ็บ

มันเป็นความจริงหรือ เรื่องทั้งหมดเป็นความจริงสินะ

ถ้าไม่ใช่เพราะผมไปสัญญาบ้าบออะไรนั่น เธอคงไม่ต้องทำแบบนี้

ผมได้แต่กัดฟัน น้ำตาเอ่อล้นออกมา

"แล้ว...ตอนนี้เธออยู่ที่ใหนครับ"

"บนห้องนอน" มาสเตอร์พูดเรียบๆ

แต่เพียงแค่นั้นก็เพียงพอ

ผมวิ่งพรวดขึ้นไปบนชั้น 2 ในห้องที่เคยเห็นคุณสาวใช้พาตัวเธอไปพักผ่อน

ประตูเปิดผาง

เหมียว นั่งวาดรูปอยู่บนเตียง ตรงหน้าผม

"เหมียว..."

"อ้าว จินเหรอ" เหมียวยิ้มด้วยรอยยิ้มเดิม รอยยิ้มที่ดูร่าเริง

"วันนี้ขอโทษนะที่ไม่ได้ไปทำงานด้วย ฉันไม่สบ....."

ฝุ่บ

รู้ตัวอีกที ผมก็กอดเธอไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าของผมซบลงที่ไหล่ซ้ายของเหมียว น้ำตายังคงไหลไม่หยุด

"ร...ร้องให้ทำไมเหรอจิน"

"จะบ้ารึไง ทำไมเธอทำแบบนี้!" ผมพูดเสียงดังอย่างแค้นใจ ไม่ใช่แค้นใจเหมียว แต่เป็นตัวผมเอง

"ทำอะไร...."

"ไม่ต้องปิดบังแล้วเหมียว ผมรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว"

"งั้นเหรอ.."

บางอย่างอุ่นๆตกลงมาบนหัวผม น้ำตาของเหมียวไหลลงมาเป็นทาง เธอยังคงยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ดูเศร้าโศก

"ฉันขอโทษนะ"

"ถ...ถ้าไม่มีผม ถ้าผมไม่ไปสัญญาบ้าๆนั่น เหมียวก็ไม่ต้อง......"

เหมียวดันตัวผมออก เอานิ้วชี้แตะปากผม

"จิน รู้อะไรมั้ย"

"ฉันมีความสุขที่ได้เจอเธออีกครั้ง คนที่คยช่วยชีวิตฉันไว้จากการจมน้ำ คนที่เป็นเพื่อนกับฉันคนแรก"

"พอแล้วเหมียว"

"คนที่เชื่อฉันว่าการวาดรูปคือเวทย์มนต์"

"พอเถอะ"

"และจินคือคนที่ เป็นรักแรกของฉัน"

"เหมียว..." ผมพูดอะไรไม่ออกอีกแล้ว

"ฉันเหลือเวลาวันพรุ่งนี้อีก 1 วันก่อนที่ตัวฉันจะสลายไปจากโลกนี้" เหมียวยิ้มทั้งน้ำตา

"พรุ่งนี้ไปเดทกับฉันวันนึงนะจิน"

....

น้ำตาไหลออกมาไม่หยุด

....

ความปวดใจนี่มันคืออะไรกัน

....

มันเหมือนกระดาษขาวที่ถูกลบภาพที่สวยงามออกไปสินะ

....

ในที่สุด วันนี้ก็เป็นวันที่

จิตใจของผมได้พ่ายแพ้ให้กับ Artless โดยสมบูรณ์

วันนี้คือวันที่ภาพวาดภาพหนึ่งในจิตใจผม กำลังจะถูกลบออกไป

ภาพวาดของรักแรกของผมกำลังจะหายไป

ตลอดกาล.....

------------------------------------------------------------------------------------------

End Chapter 3

------------------------------------------------------------------------------------------

ต๊าย ไอ้แมว แต่งเรื่องแนวนี้ก็เป็น

อย่าคิดว่าเรื่องนี้จะจบแค่ตอนหน้านะกั๊บ

เพราะชีวิตหนึ่งดับไปก็จริง

แต่ยังเหลืออีกชีวิตหนึ่งที่ยังยึดมั่นในคำสัญญา

ว่าเขาจะต้องเป็นจอมเวทย์ที่เก่งกาจให้ได้อย่างแน่นอน
satsuki
จงเฟลซะให้มาก ๆ บักจ๊อด เพราะเจ้าคนเดียว วะฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า~ (สะใจคนอ่าน)

ปล. ทำไมมีตัวละครที่อยากเห็นรูปมันเพิ่มเข้ามาอีกแล้ว...วาดซร้า
This is a "lo-fi" version of our main content. To view the full version with more information, formatting and images, please click here.
Invision Power Board © 2001-2010 Invision Power Services, Inc.